“กรอบแนวคิดและหลักการการบริหาราชการที่ดี แนวทางสำหรับข้าราชการไทยยุคใหม่”

 
.....


        หลักการที่เป็นสาระสำคัญในการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการปฏิบัติราชการ ตามมาตรา ๓/๑
แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕ มีผลบังคับตั้งแต่วันที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๔๕
ความว่า “การบริหาราชการตามพระราชบัญญัตินี้ต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจ
ของรัฐควรมีประสิทธิภาพ ความคุ้มค่าในเชิงภารกิจแห่งรัฐการลดขั้นตอนปฏิบัติงานการลดภารกิจและยุบเลิกหน่วยงาน
ที่ไม่จำเป็น การกระจายภารกิจและทรัพยากรให้แก่ท้องถิ่น การกระจายอำนาจการตัดสินใจ ”

หลักการสำคัญเพื่อการบริหารราชการที่ดี

        “การบริหารราชการตามพระราชบัญญัตินี้ต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ
ความมีประสิทธิภาพ ความคุ้มค่าในเชิงภารกิจแห่งรัฐ การลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน การลดภารกิจและยุบเลิกหน่วยงานที่
ไม่จำเป็น การกระจายภารกิจและทรัพยากรให้แก่ท้องถิ่น การกระจายอำนาจตัดสินใจ การอำนวยความสะดวกและการตอบสนอง
ความต้องการของประชาชน ทั้งนี้ โดยมีผู้รับผิดชอบต่อผลของงาน
        การจัดสรรงบประมาณ และการบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้าดำรงตำแหน่ง หรือปฏิบัติหน้าที่ ต้องคำนึงถึงหลักการตาม
วรรคหนึ่ง
        ในการปฏิบัติหน้าที่ของส่วนราชการ ต้องใช้วิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้คำนึงถึงความ
รับผิดชอบของผู้ปฏิบัติงาน การมีส่วนร่วมของประชาชน การเปิดเผยข้อมูล การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการปฏิบัติงาน
ทั้งนี้ตามความเหมาะสมของแต่ละภารกิจ
        พื่อประโยชน์ในการดำเนินการให้เป็นไปตามมาตรานี้ จะตราพระราชกฤษฎีกากำหนดหลักเกณฑ์ และวิธีการปฏิบัติราชการ
และการสั่งการให้ส่วนราชการและข้าราชการปฏิบัติก็ได้”
หลักการสำคัญเพื่อการบริหารราชการที่ดี
        ในการจัดทำพระราชกฤษฎีกา สำหรับรองรับการปฏิบัติตามมาตรา ๓/๑ ตามข้อความที่ปรากฏข้างต้นให้มีความชัดเจน
เป็นรูปธรรม สามารถ แบ่งหัวข้อที่ต้องพิจารณาและแปลงออกเป็นหลักการและวิธีการปฏิบัติในเชิงการบริหารราชการแผ่นดิน
ได้เป็น ๑๐ หัวข้อ ดังนี้
        ๑. การบริหารราชการเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน
        ๒. การบริหารราชการเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจแห่งรัฐ
        ๓. การบริหารราชการอย่างมีประสิทธิภาพ
        ๔. การบริหารราชการให้เกิดความคุ้มค่าในเชิงภารกิจแห่งรัฐ
        ๕. การลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน
        ๖. การลดภารกิจและยุบหน่วยงานที่ไม่จำเป็น
        ๗. การกระจายภารกิจและทรัพยากรให้แก่ท้องถิ่น
        ๘. การกระจายอำนาจการตัดสินใจ
        ๙. การอำนวยความสะดวกและตอบสนองความต้องการของประชาชน
        ๑๐. การใช้วิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี

        หัวข้อสำคัญทั้ง ๑๐ หัวข้อนี้เป็นไปตามลำดับของข้อความที่กำหนดอยู่ในกฎหมาย ส่วนเนื้อหาในแต่ละข้อต่อไปนี้สรุปจาก
ผลการศึกษาของสถาบันพระปกเล้าฯ และจาการประชุมระดมความคิดระดับผู้บริหารในฝ่ายการเมือง ข้าราชการ นักวิชาการ
ผู้แทนประชาชน และผู้ทรงคุณวุฒิทั้งในการประชุมที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ (การประชุมคณะกรรมการ ก.พ.ร. และ
อนุกรรมการที่รับผิดชอบ) ซึ่งได้จัดแล้วทั้งสิ้น ๘ ครั้ง โดยมีสาระของหลักการแต่ละข้อดังนี้
หลักการที่ ๑ การบริหารราชการเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน
        การบริหารราชการเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนโดยรวม เป็นเจตนารมณ์สูงสุดในการบริหารราชการแผ่นดิน
ประโยชน์สุขของประชาชน หมายถึงการทำงานและการให้บริการสาธารณะต่างๆ ของส่วนราชการใดๆ ต้องคำนึงถึงหลักการนี้
เป็นสำคัญ มีการจัดทำแผนงานโครงการและบริการต่างๆ ที่มีผลนำประโยชน์สุขไปสู่ประชาชน ประชาชนพึงพอใจในคุณภาพบริการ
ตอบสนองและตรงกับความต้องการของประชาชน และเป็นการบริหารราชการ ที่ส่งผลทางบวกต่อประชาชนและสังคมโดยรวมให้
การบริหารราชการเป็นไปตามหลักการ จำเป็นต้องมีมาตรการดังนี้
๑.๑ การจัดทำแผนปฏิบัติการตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ
        สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) จัดทำแผนปฏิบัติการตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ
ตามที่กำหนดในรัฐธรรมนูญแห่ราชอาณาจักรไทย โดยเป็นแผนที่คาดการล่วงหน้าในระยะการอย่างต่อเนื่อง มีการวิเคราะห์ในเชิง
วิชาการ ควบคู่ไปกับการสำรวจและรับฟังความคิดเห็น การสร้างฉันทามติจากประชาชน องค์กรเอกชนอย่างกว้างขวาง
๑.๒ การสำรวจและการประเมินคุณภาพให้บริการสาธารณะและความพึงพอใจของประชาชน
        สำนักงานสถิติแห่งชาติหรือหน่วยงานอื่นตามที่ ก.พ.ร. กำหนดดำเนินการสำรวจและประเมินคุณภาพบริการสาธารณะของรัฐ
และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นปีละ ๑ ครั้ง เพื่อให้ได้ข้อมูล ซึ่งสำนักงาน ก.พ.ร. และรัฐบาลจะนำมาใช้ในการปรับปรุงและพัฒนา
นโยบายที่สนองความต้องการและนำไปสู่ประโยชน์สุขของประชาชน

หลักการที่ ๒ การบริหารราชการเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจแห่งรัฐ
        จำเป็นต้องเน้นถึงผลสัมฤทธิ์ของงาน ผลสัมฤทธิ์ของงานราชการ หมายถึงผลสำเร็จการดำเนินงานที่ก่อให้เกิดผลกระทบทางบวก
เกิดการพัฒนา และประชาชนมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น ดังนั้นเพื่อบริหารราชการเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจแห่งรัฐ จึงควรมีการจัดรูปแบบ
การบริหารราชการที่มีเป้าหมายชัดเจน วัดผลได้ มีผู้รับผิดชอบและโปร่งใส ตามหลักธรรมมาภิบาล และต้องจัดระบบเพื่อที่รัฐบาลสามารถ
ให้รางวัลตอบแทนต่อส่วนราชการ หรือท้องถิ่นที่ทำงานมีผลสัมฤทธิ์ได้อย่างโปร่งใสและเป็นธรรมมากขึ้น โดยควรจะจัดระบบการบริหาร
ราชการแผ่นดินแนวใหม่ดังนี้
๒.๑ ส่วนราชการจัดทำรายงานผลการดำเนินงานเมื่อสิ้นสุดวาระของรัฐบาล
        เมื่อวาระการบริหารราชการของรัฐบาลชุดใดชุดหนึ่งสิ้นสุดลง ส่วนราชการต่างๆต้องจัดทำรายงานสรุปผลงานที่เกิดขึ้น ปัญหา
อุปสรรค พร้อมข้อเสนอแนะ ส่งให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสำนักงานเลขาธิการรัฐมนตรี เพื่อนำ
เสนอเป็นข้อมูลสำหรับรัฐบาลที่ได้รับการเลือกตั้งให้บริหารประเทศในวาระต่อไป
๒.๒ คณะรัฐมนตรีจัดทำนโยบายและแผนบริหารราชการแผ่นดินที่แสดงผลสัมฤทธิ์
        ในการที่คณะรัฐมนตรีจัดทำนโยบายและทิศทางการบริหารราชการแผ่นดินที่แถลงต่อรัฐสภา นโยบายดังกล่าวควรจัดทำเป็น
“แผนการบริหารราชการแผ่นดินตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่ง” ที่สอดคล้องกับแผนแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ผนวกกับนโยบายสำคัญ
ของรัฐบาลโดยระบุนโยบาย เป้าหมาย และผลสัมฤทธิ์ของงานที่วัดได้ รวมทั้งประมาณการรายได้และรายจ่ายที่ต้องใช้เป็นรายปีในการ
ดำเนินนโยบายดังกล่าว
๒.๓ ส่วนราชการทำแผนปฏิบัติราชการ
        ส่วนราชการจัดทำแผนปฏิบัติราชการให้สอดคล้องกับแผนบริหารราชการแผ่นดินเพื่อเสนอของบประมาณในแต่ละปี โดยต้อง
กำหนดเป้าหมายและผลสัมฤทธิ์ของงานที่วัดได้
๒.๔ ผู้รับผิดชอบทำสัญญาข้อตกลงการบริหารราชการแผ่นดิน
         หลักปฏิบัติที่ถือปฏิบัติเป็นสากลคือ การจัดทำสัญญาการบริการราชการระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้องรับผิดชอบในแต่ละระดับ เพื่อความ
ชัดเจนในการปฏิบัติงาน ความคาดหวังและเป้าหมายในผลของงาน และขอบเขตภาระความรับผิดชอบ โดยควรทำสัญญาข้อตกลงการ
ทำงานระหว่างผู้รับผิดชอบงาน ระหว่างบุคคลที่เกี่ยวข้อง
๒.๕ การติดตามประเมินผล
        คณะผู้ตรวจสอบประจำกระทรวงร่วมกับคณะผู้ประเมินอิสระที่สำนักงบประมาณแต่งตั้งดำเนินติดตามและประเมินผลการประเมินผล
การประฏิบัติราชการตามแผนบริหารราชการแผ่นดิน แผนปฏิบัติราชการประจำปี และสัญญาข้อตกลงต่างๆ ตามหลักเกณฑ์ที่ ก.พ.ร.
ร่วมกับ สปง. กำหนด

หลักการที่ ๓ การบริหารราชการอย่างมีประสิทธิภาพ
         การบริหารราชการอย่างมีประสิทธิภาพ หมายถึงการจัดสรรและการใช้ทรัพยากร(คน เงิน เวลา) และการจัดกระบวนการบริการงาน
ของส่วนราชการเพื่อให้ได้ผลงาน และบริการสาธารณะของส่วนราชการที่มีต้อนทุนต่อหน่วยที่เหมาะสม ผลงานมีความถูกต้อง รวดเร็ว
ทันการณ์และมีการใช้ทรัพยากรที่เหมาะสม ผลงานหรือบริการมีคุณภาพที่ดีสามรถเทียบเคียงมาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับหรือผู้รับบริการมี
ความพึงพอใจเพื่อให้ส่วนราชการบริหารราชการอย่างมีประสิทธิภาพมีหลักการที่สำคัญดังนี้
๓.๑ จัดทำมาตรฐานการปฏิบัติราชการ
        ก.พ.ร. จัดทำมาตรฐานปริมาณและคุณภาพงานแต่ละเรื่องที่ข้าราชการแต่ละคนจะต้องทำให้แล้วเสร็จ และเผยแพร่ให้ข้าราชการ
และประชาชนทั่วไปรับทราบ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการวัดประสิทธิภาพการทำงานและการให้บริการ
๓.๒ ระบบบัญชีต้นทุนในบริการสาธารณะ
        ส่วนราชการควรประยุกต์ใช้ระบบบัญชีต้นทุน เพื่อแสดงถึงต้นทุนในการดำเนินงานที่ชัดเจนและผู้บริหารสามารถใช้ข้อมูลจาก
ระบบบัญชีต้นทุนในการกำหนดแนวทางการให้ทรัพยากรโดยรวมขององค์กรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
๓.๓ แผนลดรายจ่ายต่อหน่วยของส่วนราชการ
        ในกรณีที่ส่วนราชการใดมีรายจ่ายในการปฏิบัติราชการสูงกว่ารายจ่ายต่อหน่วยบริการสาธารณะที่เป็นประเภทเดี่ยวกันให้ส่วน
ราชการนั้นๆ จัดทำแผนลดรายจ่ายต่อหน่วย เสนอต่อ ก.พ.ร. และสำนักงบประมาณเพื่อถือปฏิบัติในการลดค่าใช้จ่ายต่อไป
๓.๔ การจัดทำระบบสาธารณูปโภคร่วมกัน
        ควรมีการดำเนินการโดยให้หน่วยงานต่างๆ ที่รับผิดชอบจัดทำโครงการสาธารณูปโภคที่อยู่ในความรับผิดชอบต้องมาดำเนิน
การลดค่าใช้จ่ายการก่อสร้างในระยะยาว และลดผลกระทบต่อประชาชนในช่วงการดำเนินโครงการ

หลักการที่ ๔ การบริหารราชการให้เกิดความคุ้มค่าในเชิงภารกิจแห่งรัฐ
        หมายถึง การจัดทำแนวทาง แผนงานหรือโครงการพัฒนาและการดำเนินงานเพื่อให้บริการต่างๆ ของส่วนราชการจำเป็นต้อง
คิดวิเคราะห์อย่างจริงจังถึงประโยชน์และผลลัพย์ที่ได้จาการดำเนินโครงการ หรือการบริการสาธารณะ โดยวิเคราะห์ว่ามีผลประโยชน์
คุ้มค่ากับเงินภาษีอากรเพียงใด โดยต้องคิดถึงความคุ้มค่าทั้งในเชิงการเงินและเชิงสังคมหรือปัจจัยอื่นๆ ที่ไม่สามารถแปลงเป็นตัวเงินได้
๔.๑ การจัดทำระบบสาธารณูปโภคร่วมกัน
        โดยพิจารณาเปรียบเทียบประโยชน์ที่พึงได้ และรายจ่ายที่ต้องเสียไป รวมทั้งการกำหนดให้คำนวณรายจ่ายที่เสียไป และประโยชน์
ที่พึงได้ทั้งที่เป็นตัวเงินและไม่เป็นตัวเงิน
๔.๒ การซื้อและจ้างต้องคำนึงถึงสังคม
        การซื้อและจ้างของส่วนราชการ ให้พิจารณาถึงประโยชน์และผลเสียต่อประชาชนและสังคมที่จะเกิดจากการจัดจ้าง การเลือกซื้อ
หรือดำเนินโครงการต่างๆ โดยมิใช้หลักการเลือกซื้อ การจัดจ้าง และการพิจารณาตัดสินจากราคาที่ต่ำกว่าเพียงอย่างเดียว
หลักการที่ ๕ การลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน
        ส่วนราชการพิจารณาปรับกระบวนการทำงานให้สั้นที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้ภายใต้ขอบเขตของกฏหมาย หรือส่วนราชการ
พิจารณาแก้ไขให้สั้นลง และรวดเร็วขึ้น
๕.๑ ลดขั้นตอนการขดรับบริการของประชาชนจากส่วนราชการ
        การให้บริการสาธารณะที่จำเป็นต้องใช้ดุลพินิจ เพื่อการอนุมัติอนุญาต ควรมอบอำนาจให้ผู้รับผิดชอบที่ทำงานใกล้ชิดประชาชน
ที่สุดโดยมีการกำกับ ติดตาม และการประเมินผลการมอบอำนาจตามที่ ค.ร.ม. กำหนด
๕.๒ ทบทวนปรับปรุงขั้นตอนการทำงาน
        ก.พ.ร. ร่วมกับส่วนราชการทบทวนและปรับปรุงกระบวนการและขั้นตอนทำงานการขออนุมัติอนุญาต การจดทะเบียน และการปฏิบัติ
ราชการอื่นๆ ใหม่ โดยจัดให้มีแผนภูมิขั้นตอนการขออนุญาต ปรับปรุงกฏหมายและกฏระเบียบที่เกี่ยวข้องให้เหมาะสมกระชับและลดขั้นตอน
๕.๓ กำหนดศูนย์บริการร่วม
         เพื่อลดขั้นตอน เวลา และอุปสรรคทางกายภาพสำหรับผู้รับบริการ ในการดำเนินงานลดขั้นตอนอาจจะใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่และ
นวัตกรรมการให้การบริการใหม่ๆก็ได้

หลักการที่ ๖ การลดภารกิจและยุบหน่วยงานที่ไม่จำเป็น
ควรกำหนดหลักการและแนวทางปฏิบัติดังนี้
 ๖.๑ การกำหนดกฎหมาย กฎระเบียบโครงการหรือกิจกรรมตามความจำเป็น
๖.๒ ทบทวนและยกเลิกกฎหมายที่ล้าสมัย
        ให้สำนักงานกฤษฎีการ่วมกับส่วนราชการทบทวนกฎหมาย และกฎระเบียบที่ใช้ทุกๆ ๒ ปีเพื่อลดภารกิจหรือกฎหมาย และกฎระเบียบ
ที่ไม่จำเป็น
๖.๓ ทบทวนภารกิจของส่วนราชการ
         ให้ส่วนราชการจัดการทบทวนภารกิจ อำนาจ และหน้าที่ในการปฏิบัติราชการทุกๆ ๔ ปี ให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ และรายงานให้
ก.พ.ร. เพื่อดำเนินการ
๖.๔ ทบทวนและจัดลำดับความสำคัญของภารกิจ
        สำนักงบประมาณร่วมกับส่วนราชการทบทวนแผนงาน โครงการในแผนปฏิบัติราชการทุกๆ ๒ ปี เพื่อจัดลำดับความสำคัญและความเร่ง
ด่วนในการดำเนินภารกิจแห่งรัฐ เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย และผลสัมฤทธิ์ของงาน

หลักการที่ ๗ การกระจายภารกิจและทรัพยากรให้แก่ท้องถิ่น
        ให้มีการกระจายอำนาจการปกครองและบริหารให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในระดับต่างๆการดำเนินการพัฒนาระบบการบริหาร
ราชการแผ่นดินส่วนนี้จึงกำหนดหลักการที่เป็นสาระสำคัญดังนี้
๗.๑ กระจายบทบาทภารกิจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
๗.๒ การถ่ายโอนภารกิจต้องคำนึงถึงประโยชน์สุขของประชาชน
        คณะกรรมการกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพิจารณาถ่ายโอนภารกิจและทรัพยากรให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
โดยคำนึงถึงความต้องการ และความพึงพอใจของประชาชน
๗.๓ กำหนดระบบการตรวจสอบและวัดผล
        ให้กรมบัญชีกลางตรวจสอบระบบการใช้จ่ายเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเน้นการตรวจว่าเกิดผลสัมฤทธิ์ตามเป้าหมาย
ที่กำหนดไว้ในแผนปฏิบัติการประจำปีหรือไม่ และรายงานให้คณะกรรมการกระจายอำนาจฯ ก.พ.ร. และ ค.ร.ม.
หลักการที่ ๘ การกระจายอำนาจการตัดสินใจ
        • กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการหรือแนวทางที่ใช้เป็นกรอบที่ชัดเจน
        • มีการกำกับ ตรวจสอบการใช้อำนาจที่มอบ
        • มีระบบการพิจารณาเรื่องร้องเรียน อันเกิดจากการใช้อำนาจ
        • พัฒนาทักษะผู้ที่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจผู้ที่จะมอบอำนาจ
        • พิจารณาคำร้องจากผู้รับบริการในการมอบอำนาจเพื่อความรวดเร็ว

หลักการที่ ๙ การอำนวยความสะดวกและตอบสนองความต้องการของประชาชน
        ส่วนราชการจำเป็นต้องมีการกำหนดแนวทางการให้บริการที่คำนึงถึงความสะดวกของประชาชนผู้รับบริการ และมีการสื่อสารข้อมูล
และรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนอย่างสม่ำเสมอ โดยมีแนวปฏิบัติดังนี้
๙.๑ การรับฟังเสียงจากประชาชนและผู้รับบริการ
        ส่วนราชการควรจัดให้มีการประชุมประจำปีระหว่างส่วนราชการกับบุคคลผู้รับบริการ เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะในการปรับปรุง
การดำเนินงาน
๙.๒ การจัดระบบงานที่อำนวยความสะดวก
        ส่วนราชการทำแผนภูมิองค์กรและผู้ดำรงตำแหน่งต่างๆ ในองค์กรปิดประกาศไว้ให้ประชาชนเห็นเด่นชัด จัดทำแผนภูมิขั้นตอน
และระยะเวลาแต่ละขั้นตอน
๙.๓ การจัดระบบการให้รางวัล
        ในส่วนราชการรวบรวมแบบสำรวจความคิดเห็น และแบบร้องเรียนนำมาใช้ประกอบการพิจารณาการให้รางวัลประจำปี การประเมินผล
การปฏิบัติราชการ การประเมินผลหัวหน้าส่วนราชการตามสัญญาข้องตกลงผลงาน การประเมินผลการปฏิบัติงานของข้าราชการแต่ละคน

หลักการที่ ๑๐ การใช้วิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี
         การกำหนดหลักการส่วนนี้สำหรับส่วนราชการมีแนวทางเพิ่มเพื่อให้สอดคล้องกับหลักการธรรมภิบาลดังนี้
๑๐.๑ ความรับผิดชอบของผู้ปฏิบัติงานของรัฐ
        ในการจัดระบบการบริหารงานบุคคลให้ยึดถือผลการดำเนินการตามสัญญา ในการบริหารราชการและให้ยึดหลักการรักษาวินัยและ
จรรยาบรรณ
         การพิจารณาเรื่องของคณะกรรมการ ให้บันทึกการเข้าประชุมเวลาการประชุมของกรรมการแต่ละท่าน ตลอดจนบันทึกการบันทึก
ความเห็นแย้งและประกาศให้ทราบเป็นประจำทุกปี
        การพิจารณาการตัดสินใจผู้ลงชื่อในเอกสาร ทุกคนต้องรับผิดชอบการสั่งราชการด้วยวาจา ต้องมีการจัดทำเป็นลายลักษณ์อักษร
ให้ผู้บังคับบัญชาทราบยกเว้นราชการที่มีผลต่อความมั่นคง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและราชการลับ
        การแจ้งการทุจริต ประพฤติมิชอบในวงราชการต่อผู้บังคับบัญชาหรือคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
(ปปช.) ล้าช้าถือเป็นความผิดทางวินัย
๑๐.๒ การมีส่วนร่วมของประชาชน
        • ก.พ.ร. มีหน้าที่สำรวจความประสงค์ในการมีส่วนร่วมของประชาชนในการให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อส่วนราชการและ
กำหนดรูปแบบวิธีการและเงื่อนไขของการเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อใช้เป็นมาตรการและข้อเสนอแนะให้ส่วนราชการต่างๆ
        • ในการร่างกฎหมาย ให้สำนักงานกฤษฎีการ่วมกับส่วนราชการจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นในการออกกฎหมายหรือกฎ
        • ในการดำเนินโครงการหรือกิจการของส่วนราชการที่อาจมีผลกระทบต่อประชาชน ให้ส่วนราชการมีการจัดกระบวนการประชา
พิจารณ์ที่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์
        • เพื่อสร้างภาคีความร่วมมือและเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในส่วนราชการต่างๆให้ส่วนราชการจัดให้มีคณะกรรมการ
ภาคประชาชนเพื่อเป็นเวทีร่วมคิดร่วมทำ ร่วมตัดสินใจ ร่วมดำเนินการและร่วมตรวจสอบ
๑๐.๓ การเปิดเผยข้อมูล
๑๐.๔ การติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลการปฏิบัติงาน
        การติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลการปฏิบัติราชการให้เป็นไปตามที่ ก.พ.ร. กำหนดโดยความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี
ีเพื่อให้มีระบบการติดตามตรวจสอบและประมวลผลหน่วยงานและข้าราชการที่ได้มาตรฐานและเป็นธรรมใช้วิธีการประเมินผลโดยมี
กฎเกณฑ์แน่นอนและรอบด้านและมีการประเมินโดยคนกลางที่เป็นอิสระ

.....