CWIE หลากมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญภายนอกมหาวิทยาลัย

30 Mar 2026

สรุปประเด็นสำคัญจากการประชุมสัมมนาเพื่อขับเคลื่อน
แผนการส่งเสริมและพัฒนาสหกิจศึกษาและการศึกษาเชิงบูรณาการกับการทำงาน (
CWIE) พ.ศ. 2569 – 2573
และการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ
วันพฤหัสบดีที่ 12 มีนาคม 2569
ณ ห้องประชุมแกรนด์บีซี ชั้น 4 โรงแรม อัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร

          กิจกรรมหลักประกอบด้วยการมอบนโยบายการขับเคลื่อน CWIE จากคณะกรรมการมาตรฐานการอุดมศึกษา (กมอ.) เพื่อยกระดับสมรรถนะบัณฑิตให้ตอบสนองต่อโลกการทำงานในอนาคต ประเด็นสำคัญในเวทีเสวนาช่วงเช้าเน้นไปที่ "ทิศทางและกลไกความร่วมมือ" โดยมีตัวแทนจากหน่วยงานระดับชาติ เช่น สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หอการค้าไทย BOI EEC และสำนักงาน ก.พ. เข้าร่วมเพื่อกำหนดบทบาทการสนับสนุน นอกจากนี้ยังมีพิธีลงนามความร่วมมือจตุภาคีระหว่างกระทรวง อว. และภาคีเครือข่ายรวม 13 หน่วยงาน เพื่อสร้างความเข้มแข็งในการผลิตกำลังคน ช่วงท้ายของงานมีการเสวนาหัวข้อ "ทำไมบัณฑิต CWIE จึงเป็นคานงัดสำคัญ" โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญจากทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น นายกสมาคมวิจัยสถาบันและพัฒนาอุดมศึกษา และผู้บริหารจากบริษัทด้านเทคโนโลยี เพื่อวิเคราะห์ความสำคัญของ CWIE ในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

          ใจความสำคัญโดยประธานในพิธี ดร.วันนี นนท์ศิริ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวง อว. คือ การขับเคลื่อนหลักสูตร CWIE เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับคุณภาพบัณฑิตไทยให้มีทั้งความรู้ ทักษะ และประสบการณ์จริง ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ที่เน้นการพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงรองรับเศรษฐกิจแห่งอนาคต โดยกระทรวง อว. ได้ประกาศนโยบายผลักดันเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี 2563 เพื่อเชื่อมโยงการทำงานระหว่างมหาวิทยาลัยและ
สถานประกอบการ       

          สำหรับแผนการส่งเสริมและพัฒนา CWIE ระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2569-2573) ตั้งวิสัยทัศน์มุ่งสร้างบัณฑิตที่มีสมรรถนะสูงตอบสนองโลกการทำงานแห่งอนาคต และการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน โดยมีเป้าหมายในการเพิ่มจำนวนหลักสูตร นักศึกษา อาจารย์นิเทศ และดึงสถานประกอบการเข้ามาร่วมออกแบบกระบวนการเรียนรู้ให้มากขึ้น โดยยึดหัวใจสำคัญ 3 ประการ ได้แก่           

1)      การสร้างบัณฑิตที่มีสมรรถนะสูงและพร้อมทำงานทันที

2)      การสร้างความร่วมมืออย่างเข้มแข็งระหว่างสถาบันอุดมศึกษากับสถานประกอบการ

3)      การพัฒนาระบบการศึกษาให้สอดคล้องกับโลกการทำงานแห่งอนาคต

  

เวทีเสวนา ช่วงที่ 1
“ทิศทางและกลไกความร่วมมือขับเคลื่อนหลักสูตร
CWIE เพื่อสร้างบัณฑิตสมรรถนะสูง
ตอบสนองโลกการทำงานแห่งอนาคตและการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน”

ดำเนินการเสวนา โดย ผศ.ดร.ณัฐพงษ์ คงประเสริฐ

อาจารย์ประจาภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

 

          1. ศาสตราจารย์เกียรติคุณปานสิริ พันธุ์สุวรรณ ประธานกรรมการมาตรฐานการอุดมศึกษา (กมอ.) นำเสนอวิสัยทัศน์ "CWIE: พลิกโฉมการศึกษาไทย สู่โลกการทำงานจริง"

 

            ???? กมอ. กำหนดให้ CWIE เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการ "พลิกโฉมการศึกษา" (Education Transformation) เพื่อสร้างบัณฑิตที่เป็นพลเมืองโลก (Global Citizen) ที่มีสมรรถนะสูง โดยเปลี่ยนรูปแบบจากการเรียนในห้องเรียนเพียงอย่างเดียวไปสู่การเรียนรู้คู่การปฏิบัติ (Learning by Doing) นโยบายเน้นย้ำถึงการสร้างความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย ภาครัฐ และเอกชน เพื่อผลิตบุคลากรที่พร้อมทำงานได้ทันทีหลังจบการศึกษา และตั้งเป้ายกระดับรายได้บัณฑิตให้ก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลาง

            ???? ประเด็นเชิงยุทธศาสตร์และนโยบายที่สำคัญ (Strategic & Policy Insights) (1) การเปลี่ยนผ่านสู่ความสมบูรณ์ของหลักสูตร สถานะปัจจุบันและเป้าหมาย: ปัจจุบันมีหลักสูตรที่ใช้ระบบ CWIE ประมาณ 50-60% แต่นโยบายของ กมอ. คือการผลักดันให้ "ทุกหลักสูตร" (100%) ต้องมีส่วนผสมของ CWIE ในอนาคต ข้อกำหนดด้านมาตรฐาน: กมอ. ส่งสัญญาณว่าในอนาคต การตรวจประเมินหรือรับรองหลักสูตรอาจไม่ผ่าน หากหลักสูตรนั้นไม่มีการผนวกการศึกษาเชิงบูรณาการกับการทำงาน (CWIE) เข้าไปอย่างเป็นรูปธรรม (2) การแก้ปัญหาบัณฑิตขาดสมรรถนะ (Competency Gap) เพื่อลบข้อสบประมาทที่ว่าบัณฑิตไทยจบมาแล้วทำงานไม่ได้จริง หรือต้องใช้เวลาฝึกฝนใหม่จากสถานประกอบการอีกนาน  เน้นการใช้ CWIE เป็น "สะพาน" เชื่อมโยงทฤษฎีกับการทำงานจริง เพื่อให้เกิดนวัตกรรมและสมรรถนะที่ตอบโจทย์ความต้องการของโลกในปัจจุบัน (3) การยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิต (Targeting High Income) เป้าหมายสูงสุด คือ การผลิตบัณฑิตที่มีรายได้สูงเพื่อข้ามผ่านกับดักรายได้ปานกลาง เป้าหมายตัวเลข: บัณฑิตที่ผ่านระบบ CWIE ควรมีรายได้เริ่มต้นประมาณ 30,000 - 33,000 บาทต่อเดือน (รวมสวัสดิการ) ภายในระยะเวลา 5 ปี ซึ่งสูงกว่าฐานเงินเดือนปกติในปัจจุบันอย่างมีนัยสำคัญ

            ⚠️ ประเด็นพิจารณาสำหรับมหาวิทยาลัย (Critical Points for University Action) (1) การปรับปรุงหลักสูตรเชิงรุก: มหาวิทยาลัยควรเตรียมพร้อมปรับปรุงทุกหลักสูตรให้เข้าสู่มาตรฐาน CWIE เพื่อรองรับเกณฑ์การตรวจประกันคุณภาพของ กมอ. ที่จะเข้มงวดขึ้น (2) การสร้างความร่วมมือ 3 ฝ่าย (Triple Helix Model): ต้องเร่งสร้างพันธมิตรที่แข็งแกร่งกับภาคเอกชนและภาครัฐ เพื่อร่วมกันออกแบบการเรียนรู้และสร้างนวัตกรรม (3) การพัฒนาศักยภาพอาจารย์และนักศึกษา: การเปลี่ยนจากการเรียนทฤษฎีเป็น "Learning by Doing" ต้องอาศัยอาจารย์ที่เป็นโค้ชและนักศึกษาที่พร้อมรับมือกับโลกแห่งความเป็นจริง (Real World)

          นโยบายของ กมอ. ในครั้งนี้ไม่ใช่เพียง "ทางเลือก" แต่อาจกำลังจะกลายเป็น "มาตรฐานบังคับ" ในการดำรงอยู่ของหลักสูตรอุดมศึกษา มหาวิทยาลัยที่สามารถปรับตัวและสร้างเครือข่าย CWIE ได้เร็วกว่า จะมีความได้เปรียบในการดึงดูดนักศึกษาและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ปกครองและตลาดแรงงาน โดยมีตัวชี้วัดความสำเร็จ (KPI) ที่ชัดเจน คือ อัตราการได้งานทำ และระดับรายได้ของบัณฑิต

         

          2. ดร.อรสา ภาววิมล ประธานอนุกรรมการขับเคลื่อนและยกระดับการจัดการศึกษาเชิงประสบการณ์ ยุทธศาสตร์ "CWIE Reform Thailand" คือ หัวใจหลักของการปฏิรูปกำลังคนของประเทศภายในปี 2030 โดยมุ่งเปลี่ยนนิสิตนักศึกษาจาก "ผู้มีความรู้" (Knowledge) ให้เป็น "ผู้มีปัญญา" (Wisdom) ผ่านโลกการทำงานจริง นโยบายในอีก 5 ปีข้างหน้า (2569-2573) จะเป็นการก้าวกระโดดทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ โดยตั้งเป้าให้ทุกมหาวิทยาลัยมีหลักสูตร CWIE ไม่น้อยกว่า 80% เพื่อสร้างบัณฑิตสมรรถนะสูงที่ตอบโจทย์ภาคธุรกิจ (Real Sector) และช่วยนำประเทศก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง

          ???? เป้าหมายและทิศทางยุทธศาสตร์ ปี 2569-2573 (Strategic Goals) (1) การขยายผลหลักสูตร (Up-scaling): มุ่งเน้นการเพิ่มสัดส่วนหลักสูตร CWIE ให้ครอบคลุมทุกมิติ โดยมีเป้าหมายเชิงตัวเลขที่ชัดเจนคือ ไม่น้อยกว่า 80% ของหลักสูตรทั้งหมดในมหาวิทยาลัย (2) การออกแบบร่วมกัน (Co-designing): เน้นย้ำกลไก 5 กระบวนการ โดยมี "หัวใจ" คือการทำงานร่วมกันระหว่าง Demand Side (ภาคเอกชน/ผู้ใช้บัณฑิต) และ Supply Side (มหาวิทยาลัย) เพื่อกำหนดสมรรถนะที่ต้องการตั้งแต่อยู่ในหลักสูตร (3) กลไกขับเคลื่อนจตุภาคี: ขยายความร่วมมือจาก 12 หน่วยงานเป็น 14 หน่วยงาน โดยมีหน่วยงานสำคัญอย่าง สำนักงาน ก.พ. เพื่อสร้าง "ข้าราชการพันธุ์ใหม่" และ PMAT เพื่อเชื่อมต่อเครือข่าย HR ทั่วประเทศ (4) มาตรการจูงใจ: การนำมาตรการทางภาษีมาใช้เพื่อดึงดูดให้ภาคเอกชนเข้ามาเป็นพื้นที่เรียนรู้ (Workplace) ให้กับนักศึกษามากขึ้น

          ???? ข้อมูลเชิงประจักษ์และผลกระทบ (Impact & Evidence) จากการดำเนินงานที่ผ่านมา พบตัวเลขความสำเร็จที่ผู้บริหารควรนำมาประกอบการพิจารณาเชิงนโยบาย ดังนี้ (1) อัตราการได้งานทำและรายได้: มทส. และ ม.วลัยลักษณ์: อัตราการได้งานทำสูงกว่า 80% บัณฑิตได้รับการจองตัวตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ ม.ศรีปทุม: อัตราการได้งานทำสูงถึง 94% (ปี 2566) รายได้เฉลี่ย: บัณฑิต CWIE มีเงินเดือนเริ่มต้นเฉลี่ยที่ 24,000 บาท (ไม่รวมสวัสดิการ) ซึ่งสูงกว่าบัณฑิตทั่วไป (2) มูลค่าทางเศรษฐกิจและนวัตกรรม (จาก 99 โครงงานใน 3 ปี): เพิ่มรายได้: สร้างรายได้ให้ภาคธุรกิจเกือบ 100 ล้านบาทต่อปี ลดต้นทุน: ลดความสูญเสียในกระบวนการผลิตได้มากกว่า 80% Global Talent: มีโครงงานใน 11 ประเทศทั่วโลก แสดงให้เห็นว่า CWIE สามารถสร้างบัณฑิตที่พร้อมแข่งขันในระดับนานาชาติ (Global Citizen)

          ???? ข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์สำหรับผู้บริหารมหาวิทยาลัย (Actionable Insights) (1) การปรับยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยควรบรรลุเป้าหมายหลักสูตร CWIE 80% ให้ทันตามกรอบเวลาปี 2573 เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันและการรับรองมาตรฐานจาก อว. (2) การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์: เร่ง Upskill "อาจารย์นิเทศ" และสร้างเครือข่าย "พี่เลี้ยงในสถานประกอบการ" ให้มีความเชี่ยวชาญในการโค้ชชิ่งมากกว่าการสอนทฤษฎีแบบเดิม (3) การสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ (Learning Zone): เปลี่ยนจาก Safe-zone ในห้องเรียน เป็นพื้นที่ทดสอบความรู้จริง เพื่อลดข้อร้องเรียนเรื่องการ On-boarding บัณฑิตใหม่ที่ต้องใช้เวลานาน 6-12 เดือน

          CWIE ในทัศนะของ ดร.อรสา ไม่ใช่เพียงแค่กิจกรรมฝึกงาน แต่คือ "โครงสร้างการผลิตกำลังคนใหม่" ที่เป็นคานงัด (Leverage) สำคัญในการแก้ปัญหา Skill Mismatch และเพิ่ม GDP ให้กับประเทศ หากมหาวิทยาลัยสามารถขับเคลื่อนได้ตามแผนนี้ จะเป็นการยกระดับคุณภาพการศึกษาควบคู่ไปกับการสร้างความคุ้มค่าของการลงทุนทางการศึกษา (ROI) อย่างเป็นรูปธรรมที่สุด

 

          3. คุณสุดคนึง ขัมภรัตน์ นายกสมาคมการจัดการงานบุคคลแห่งประเทศไทย (PMAT) กล่าวถึงความท้าทายที่เกิดขึ้นกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลก เน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการปรับตัวของภาคการศึกษา เนื่องจากโลกของการทำงานในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงรวดเร็วกว่าระบบการศึกษาอย่างมาก ภาคธุรกิจและเอกชนไม่ต้องการให้ภาคการศึกษาผลิตบัณฑิตออกมาเป็นจำนวนมากแต่ไม่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน โดย PMAT พร้อมเป็นตัวกลางในการเชื่อมต่อระหว่างสถาบันการศึกษาและภาคเอกชนผ่านระบบ CWIE เพื่อผลิตนักศึกษาที่เข้าใจโลกแห่งความเป็นจริงและมีสมรรถนะตรงตามที่องค์กรต้องการ

            ????ประเด็นสำคัญเชิงนโยบาย (Key Strategic Points) (1) ช่องว่างระหว่างการศึกษาและการทำงาน: ปัจจัยด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และเทคโนโลยี ทำให้โลกของการทำงานเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ระบบการศึกษาปัจจุบันปรับตัวตามไม่ทัน (2) ทักษะที่ภาคธุรกิจต้องการ: สถานประกอบการต้องการบัณฑิตที่สามารถเชื่อมต่อกับโลกแห่งความเป็นจริงได้ โดยมีสมรรถนะสำคัญที่สุดคือการเรียนรู้ตลอดชีวิต (3) ข้อจำกัดของหลักสูตรแบบเดิม: ทักษะที่ต้องการในยุคปัจจุบันเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก การปรับปรุงหลักสูตรที่ต้องรอรอบนั้นอาจล่าช้าและไม่ทันการต่อการเปลี่ยนแปลง (4) CWIE ในฐานะกลไกสำคัญ: ระบบ CWIE คือสะพานที่จะเชื่อมให้การผลิตนักศึกษาสามารถเข้าใจโลกแห่งความเป็นจริง และเมื่อองค์กรหรือคนเติบโต ประเทศชาติก็จะเติบโตตามไปด้วย

          ???? บทบาทและความร่วมมือจาก PMAT (Impacts & Opportunities) (1) ศูนย์กลางข้อมูลความต้องการของตลาดแรงงาน: PMAT ยินดีเป็นตัวกลางในการแจ้งให้สถาบันการศึกษาทราบถึงความต้องการ (Requirement) และทักษะที่ภาคเอกชนต้องการอย่างแท้จริง (2) เครือข่ายความร่วมมือและประชาสัมพันธ์: PMAT จะใช้เครือข่ายสมาชิกสมาคมและชุมชนบุคลากรทางการบริหารทรัพยากรบุคคล (HR) ทั่วประเทศ เป็นกระบอกเสียงในการประชาสัมพันธ์โครงการ CWIE เพื่อให้องค์กรต่างๆ เข้ามาร่วมมือกับมหาวิทยาลัย (3) เป้าหมายร่วมกัน: การผลักดันบุคลากรรุ่นใหม่ให้มีความรู้ความสามารถในระดับพลเมืองโลก (Global citizen) ที่เก่งและดีกว่าคนรุ่นก่อนหน้า

          ????ข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Recommendations) (1) การสร้างช่องทางเชื่อมต่อโดยตรงกับ PMAT: มหาวิทยาลัยควรเร่งประสานงานกับ PMAT เพื่อรับทราบข้อมูลทักษะที่ภาคเอกชนต้องการ เพื่ออุดช่องโหว่ของการรอปรับปรุงหลักสูตรที่ล่าช้าเกินไป (2) การใช้ประโยชน์จากเครือข่ายการจัดการบุคลากร: มหาวิทยาลัยควรใช้ช่องทางการประชาสัมพันธ์ผ่านเครือข่ายสมาชิก PMAT  เพื่อขยายฐานสถานประกอบการที่มีคุณภาพสำหรับรองรับนักศึกษา CWIE (3) การปรับตัวและพัฒนาทักษะเชิงรุก: นำข้อมูลความต้องการที่แท้จริงของภาคเอกชน มาเสริมสร้างทักษะนอกห้องเรียนหรือหลักสูตรเสริม เพื่อมุ่งสร้างบัณฑิตที่มีทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต

 

          4. คุณถาวร ชลัษเฐียร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ ประธานสถาบันเสริมสร้างขีดความสามารถมนุษย์ โลกปัจจุบันก้าวเข้าสู่ยุค Singularity (เอกฐาน) ที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงรวดเร็วเท่ากับหรือมากกว่าเวลา ระบบการศึกษาแบบเดิม (Normal) ที่เน้นทฤษฎีตามตำรามาตลอด 50 ปีไม่สามารถตอบโจทย์ได้อีกต่อไป มหาวิทยาลัยกำลังเผชิญกับภาวะถูก Disrupt ทั้งจากจำนวนประชากรที่ลดลงและเทคโนโลยีที่ก้าวกระโดด ข้อเสนอหลักคือการ Transform มหาวิทยาลัยผ่านระบบ CWIE โดยเน้นการสร้าง Character (Passion + Attitude) มากกว่าเพียงแค่ Knowledge และต้องปรับกระบวนทัศน์การเรียนรู้สู่รูปแบบ 70:20:10 เพื่อสร้างบัณฑิตที่ "คิดเป็น ทำได้ และมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางสูง"

          ???? วิกฤตและการเปลี่ยนแปลง (The Great Disruption) ความเร็วที่ไม่สัมพันธ์กัน: การศึกษาไทยเคลื่อนที่ช้ากว่าความรู้ของโลก ภาคอุตสาหกรรมมองว่าหากมหาวิทยาลัยไม่ Reform, Re-Invent และ Re-Thought จะไม่สามารถอยู่รอดได้ ภาวะ Singularity: เทคโนโลยีและเวลาเดินทางขนานกัน มหาวิทยาลัยต้องเลิกผลิตบัณฑิตแบบ "สายพาน" (Normal) แต่ต้องยืดหยุ่น (Flexible) ตามความต้องการของ Demand Side

          ???? การนิยาม "สมรรถนะ" ใหม่ (Redefining Competency) เน้นย้ำว่าสมรรถนะของนักศึกษาประกอบด้วย 3 ส่วน แต่ส่วนที่สำคัญที่สุดกลับถูกละเลย: (1) Character (Attitude + Passion): สำคัญที่สุด ทัศนคติบวกบวกกับความหลงใหลในสิ่งที่เรียน หากขาด Passion บัณฑิตจะไม่สามารถก้าวกระโดดในอาชีพได้ (2) Skill (ทักษะ): ความสามารถในการปฏิบัติจริงบนหน้างาน (On-floor) (3) Knowledge (ความรู้): พื้นฐานจากตำราที่ต้องถูกนำไปต่อยอด

          ???? ข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Recommendations) (1) การปรับระยะเวลาและคุณภาพ CWIE (Duration Matters) คัดค้านการฝึกงานระยะสั้น: ระยะเวลา 4 เดือนไม่เพียงพอต่อการสร้างทักษะ (เดือนแรกคือการปรับตัว) ข้อเสนอ: ควรขยายเวลาเป็น 8-10 เดือน เพื่อให้นักศึกษาได้ฝึกฝนจนเกิดความชำนาญจริง (Mastery) และเกิดผลงานที่เป็นรูปธรรมต่อสถานประกอบการ (2) โมเดลการเรียนรู้ 70:20:10 (Education Transformation) 70% On-the-Job: เรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริงในสถานประกอบการ (On-site Verification/On-floor Action) 20% Coaching: อาจารย์ต้องเปลี่ยนบทบาทเป็น "Coach" และต้องเข้าไปฝึกงานในโรงงานเพื่อรับรู้ความต้องการจริงของภาคธุรกิจ 10% Knowledge: เรียนออนไลน์หรือในห้องเรียน (E-learning/Examination) (3) ความยืดหยุ่นของหลักสูตร (Flexibility & Lifelong Learning) Credit Bank: สนับสนุนให้ไม่จำเป็นต้องเรียนรวดเดียวจบ 4 ปี แต่ให้สะสมประสบการณ์และเครดิตได้ตลอดชีวิต Higher Education Sandbox: ใช้กลไกนี้ในการทดลองหลักสูตรใหม่ที่ไม่อิงกับกฎระเบียบเดิมที่ล้าสมัย (4) สิทธิประโยชน์ทางภาษี (Financial Incentives) มหาวิทยาลัยควรให้ข้อมูลเชิงรุกแก่สถานประกอบการว่า การทำ CWIE สามารถนำค่าใช้จ่าย (เช่น เงินเดือนนักศึกษา) ไป ลดหย่อนภาษีได้ถึง 2 เท่า (200%) ผ่านกรมสรรพากร ซึ่งเป็นแรงจูงใจสำคัญให้เอกชนเข้าร่วม

          ???? กรณีศึกษา: การสร้างคนระดับโลก (Global Talent) สภาอุตสาหกรรมฯ เคยสนับสนุนนักศึกษาจาก ม.เทคโนโลยีสุรนารี ฝึกฝนด้าน Mechatronics และ Industrial 4.0 อย่างเข้มข้นเป็นเวลา 2 ปี (โดยภาคเอกชนจ่ายเงินเดือนให้เสมือนพนักงานปกติ 23,000 บาท) จนสามารถคว้าชัยชนะในการแข่งขัน World Skill ระดับโลกได้ สิ่งนี้พิสูจน์ว่า "หากฝึกจริง เจ็บจริง ในอุตสาหกรรมจริง บัณฑิตไทยจะเก่งระดับโลก"

          ส่งท้าย "อาจารย์ต้องเลิกยึดติดกับหลักสูตรที่วางไว้ตายตัว และต้องมีความยืดหยุ่น (Flexibility) สูงสุดเพื่อปรับเข้าหา Demand Side" หากมหาวิทยาลัยยังปวดหัวกับการปรับตัว บัณฑิตจะเป็นผู้เสียโอกาส คุณถาวรทิ้งท้ายว่า CWIE คือทางรอดหนึ่งที่จะสร้าง Smart People มาขับเคลื่อนประเทศในยุค AI และเทคโนโลยีขั้นสูง

 


 

          5. คุณปรัชญา สมะลาภา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย หอการค้าไทยมองว่า "การศึกษา คือ โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure)" ที่สำคัญที่สุดในการวัดขีดความสามารถของประเทศ ปัจจุบันประเทศไทยยังติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลางเนื่องจากขีดความสามารถทางการแข่งขันยังไม่สูงพอ กลยุทธ์สำคัญ คือ การเปลี่ยนจุดเน้นจากการสร้าง "คนเก่งเฉพาะกลุ่ม" มาเป็นการ "ยกระดับประสิทธิภาพของคนค่าเฉลี่ยทั้งประเทศ" โดยใช้ CWIE เป็นกลไกหลักในการส่งผ่านองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยสู่ผู้ประกอบการ SME กว่า 3 ล้านราย เพื่อให้ภาคธุรกิจที่อ่อนแรงสามารถปรับตัวเท่าทันเทคโนโลยี AI และความยั่งยืน (Sustainability) ได้

???? ประเด็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญ (Strategic Insights)

1. การศึกษาในฐานะโครงสร้างพื้นฐานการแข่งขัน

  • อันดับด้านการศึกษาของไทยอยู่ที่ 55 ของโลก ซึ่งถือเป็นจุดอ่อนในการแข่งขันระดับภูมิภาค (โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับมาเลเซีย)
  • หากไม่สามารถยกระดับการศึกษาได้ ประเทศจะไม่สามารถหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางได้

2. การยกระดับประสิทธิภาพมวลรวม (Mass Efficiency)

  • เปลี่ยนกระบวนทัศน์: มหาวิทยาลัยต้องเลิกเน้นเฉพาะการผลิตเด็กเหรียญทองโอลิมปิกจำนวนน้อย แต่ต้องมุ่งเน้นการยกระดับประสิทธิภาพของนักศึกษา "ส่วนใหญ่" ให้ทำงานได้จริงและมีคุณภาพสูงขึ้น

3. การขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่าน SME ด้วย CWIE

  • สถานประกอบการ 99.5% ในไทยคือ SME ซึ่งปัจจุบันกำลัง "อ่อนแรง" และขาดความรู้ด้านเทคโนโลยีใหม่ ๆ
  • CWIE ไม่ควรผูกขาดเฉพาะบริษัทใหญ่: มหาวิทยาลัยต้องกระจายนักศึกษาไปสู่ SME ในต่างจังหวัด เพื่อเป็นตัวกลางในการ "ฉีด" ความรู้ (Knowledge Injection) เข้าสู่ระบบการทำงานของ SME

???? บทบาทของหอการค้าไทยและโอกาสของมหาวิทยาลัย (Roles & Opportunities)

  • เครือข่ายมหาศาล: หอการค้ามีสมาชิกกว่า 240,000 รายทั่วประเทศ และมีหอการค้าต่างประเทศอีก 36 ประเทศ พร้อมเป็น "สะพาน" เชื่อมโยง Demand และ Supply
  • การลดอัตราการลาออก (Turnover Rate): เน้นการส่งนักศึกษาในท้องถิ่นกลับไปฝึกงานและทำงานใน SME บ้านเกิด ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาคนตกงานและสถานประกอบการขาดคนได้อย่างยั่งยืน
  • การส่งผ่านความรู้สองทาง (Two-way Knowledge Transfer):
    • มหาวิทยาลัยต้องนำความรู้มาตรฐานโลก (เช่น มาตรฐาน UN Tourism หรือ AI จากสถาบันชั้นนำ) ส่งผ่านนักศึกษาไปสู่เอกชน
    • นักศึกษาต้องนำ "โจทย์จริง" จากเอกชนกลับมาให้มหาวิทยาลัยช่วยแก้ไข

???? ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ (Actionable Recommendations)

1.       การใช้ Platform เป็นตัวเชื่อม: มหาวิทยาลัยควรบูรณาการเข้ากับ Platform ของ อว. และหอการค้าไทยอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อให้การจับคู่ (Matching) ระหว่างนักศึกษาและ SME ทำได้อย่างรวดเร็วและเป็นระบบ

2.       การยกระดับมาตรฐานสู่ระดับสากล (Global Benchmarking): มหาวิทยาลัยควรแสวงหาความร่วมมือกับสถาบันระดับโลก (เช่น กรณี UTCC กับ Harbour.Space Institute of Technology หรือ UN Tourism) เพื่อนำองค์ความรู้ระดับสูงมาถ่ายทอดสู่ผู้ประกอบการผ่านโครงการ CWIE

3.       การประชาสัมพันธ์สิทธิประโยชน์ทางภาษี: ต้องเร่งทำความเข้าใจกับผู้ประกอบการ SME เรื่องสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่จูงใจ เพื่อให้ SME กล้าเปิดรับนักศึกษาเข้าฝึกงานมากขึ้น

4.   เน้นมหาวิทยาลัยในส่วนภูมิภาค: สนับสนุนให้มหาวิทยาลัยในต่างจังหวัดเป็นแกนกลางในการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นผ่าน CWIE โดยตรง

       คุณปรัชญาเน้นย้ำประเด็นที่น่าสนใจ คือ "มหาวิทยาลัยต้องไม่ไปเพื่อเรียนรู้อย่างเดียว แต่ต้องไปเพื่อส่งต่อความรู้ด้วย" สิ่งนี้เปลี่ยนบทบาทของนักศึกษา CWIE จาก "ผู้ฝึกงาน" กลายเป็น "ทูตทางปัญญา" ของมหาวิทยาลัย ซึ่งจะช่วยเพิ่มคุณค่า (Value) ให้กับตัวนักศึกษาและมหาวิทยาลัยในสายตาของภาคธุรกิจอย่างมาก

 

          6. คุณศุธาศินี สมิตร รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)  กำหนดให้การพัฒนาบุคลากรสมรรถนะสูงเป็นปัจจัยชี้ขาดในการปรับโครงสร้างประเทศไทยสู่ "เศรษฐกิจใหม่" (New Economy) ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green) และความยั่งยืน (Sustainability) โดย BOI ใช้กลไกสิทธิประโยชน์ทางภาษีและไม่ใช่ภาษี เป็นเครื่องมือจูงใจให้สถานประกอบการรับนักศึกษา CWIE เข้าไปปฏิบัติงาน เพื่อนำองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยไปสร้างนวัตกรรมและเพิ่ม
ขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับภาคอุตสาหกรรมและบริการ

???? ประเด็นเชิงยุทธศาสตร์และกลไกสนับสนุน (Strategic Insights & Mechanisms)

1. การสนับสนุนเศรษฐกิจใหม่ (Digital & Green Transformation)

  • BOI มุ่งส่งเสริมอุตสาหกรรมที่ตอบโจทย์สังคมยุคใหม่ โดยเฉพาะด้าน Digital และ Green บัณฑิตที่ผ่านระบบ CWIE ต้องมีสมรรถนะที่สอดคล้องกับความต้องการในสองด้านนี้ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการทั้งไทยและต่างชาติสามารถรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันได้

2. สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อการพัฒนาบุคลากร

  • BOI มีมาตรการให้สถานประกอบการสามารถนำค่าใช้จ่ายจากการรับนักศึกษา CWIE/WIL/สหกิจศึกษา ไปใช้รับสิทธิประโยชน์ทางการลงทุนได้
  • มาตรการนี้เป็นตัวกระตุ้นสำคัญที่ทำให้ภาคเอกชนยินดีเปิดพื้นที่การเรียนรู้ให้กับนักศึกษามากขึ้น

3. การยกระดับสู่นวัตกรรมร่วม (Joint Innovation)

  • นอกจากการส่งนักศึกษาระดับปริญญาตรีแล้ว BOI มีแนวคิดสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมในสถานประกอบการผ่านโครงการความร่วมมือที่สูงขึ้น
  • มหาวิทยาลัยสามารถนำความเชี่ยวชาญของอาจารย์เข้าไปมีส่วนร่วม (Co-creation) เพื่อตอบโจทย์ภาคธุรกิจที่ซับซ้อนขึ้น

???? ทิศทางในอนาคต: สหวิทยาการ (Multi-disciplinary Approach)

          คุณศุธาศินีเน้นย้ำว่า โจทย์ของภาคอุตสาหกรรมในปัจจุบัน ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยวิทยาการเพียงสาขาเดียว ดังนั้นมหาวิทยาลัยควรใช้ความได้เปรียบจากการมีผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขาในการ:

  • ออกแบบโครงการ CWIE แบบ Multi-disciplinary ที่รวมนักศึกษาและอาจารย์จากหลายคณะเข้าไปแก้โจทย์เดียวของสถานประกอบการ
  • เชื่อมโยงองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัย (Knowledge Assets) เข้าสู่สถานประกอบการผ่านตัวนักศึกษา

???? ข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์สำหรับมหาวิทยาลัย (Actionable Recommendations)

1.   การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายผู้ประกอบการ BOI: มหาวิทยาลัยควรเชิงรุกในการเข้าหาบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI โดยใช้ประเด็นเรื่อง "สิทธิประโยชน์ทางภาษี" เป็นจุดดึงดูดความร่วมมือ CWIE

2.   การพัฒนาหลักสูตร Green & Digital Skills: เร่งปรับปรุงสมรรถนะบัณฑิตให้ตรงตามยุทธศาสตร์เศรษฐกิจใหม่ของ BOI เพื่อเพิ่มโอกาสให้นักศึกษาได้รับการตอบรับจากบริษัทชั้นนำ

3.       การบูรณาการข้ามศาสตร์: สนับสนุนให้เกิดโครงการ CWIE ที่เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างคณะ เช่น วิศวกรรมศาสตร์ทำงานร่วมกับบริหารธุรกิจหรือสิ่งแวดล้อม เพื่อตอบโจทย์ความต้องการจริงของภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการแนวทางแก้ปัญหาแบบองค์รวม

          บทบาทของ BOI ในครั้งนี้เป็นการยืนยันว่า CWIE ไม่ใช่เพียงโครงการทางการศึกษา แต่เป็นส่วนหนึ่งของสิทธิประโยชน์ทางการลงทุนระดับชาติ หากมหาวิทยาลัยสามารถเชื่อมโยงแผนพัฒนาบัณฑิตเข้ากับนโยบายส่งเสริมการลงทุนของ BOI ได้ จะเป็นการสร้างโอกาสมหาศาลให้กับนักศึกษาและอาจารย์ในการทำงานร่วมกับบริษัทข้ามชาติและอุตสาหกรรมไฮเทค

 

          7. คุณก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร รองเลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EEC สำนักงาน EEC มุ่งเน้นการพัฒนาบุคลากรแบบ Demand-Driven (ยึดความต้องการจริงเป็นตัวตั้ง) โดยทำหน้าที่เป็นหน่วยพัฒนาเชิงพื้นที่ที่เชื่อมโยงสถานประกอบการกับสถาบันการศึกษาอย่างใกล้ชิด ปัจจุบันกำลังขยายพื้นที่ยุทธศาสตร์จาก 3 จังหวัด (ชลบุรี, ฉะเชิงเทรา, ระยอง) เข้าสู่ ปราจีนบุรี เป็นจังหวัดที่ 4 นโยบายสำคัญคือการลดช่องว่าง (Gap) ระหว่างการผลิตบัณฑิตและการใช้งานจริงให้สั้นที่สุด โดยมองว่า "เวลา" คือต้นทุนที่แพงที่สุดในการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

???? ประเด็นยุทธศาสตร์และโมเดลการเรียนรู้ใหม่ (Strategic Insights & Models)

1. การขยายพื้นที่และใกล้ชิดผู้ประกอบการ:

  • EEC ขยายฐานการทำงานไปที่บางแสน จังหวัดชลบุรี เพื่อให้เข้าถึงและรับฟังโจทย์จากผู้ประกอบการได้โดยตรง
  • การเสนอเพิ่ม "ปราจีนบุรี" เป็นจังหวัดยุทธศาสตร์ที่ 4 ซึ่งจะเป็นโอกาสใหม่ของมหาวิทยาลัยในการขยายความร่วมมือ CWIE เข้าสู่พื้นที่นิคมอุตสาหกรรมในแถบนั้น

2. โมเดลการพัฒนาบุคลากร 3 รูปแบบ (EEC Model):

  • Type A (CWIE-Based): เน้นการนำคนเข้าทำงานในสถานที่จริงควบคู่กับการเรียนจนได้รับปริญญา (สอดคล้องกับแนวทาง CWIE ของ อว.)
  • Type B: อยู่ในกระบวนการผลักดันมาตรการหักภาษี 2 เท่า (2x Tax Deduction) เพื่อจูงใจภาคเอกชน
  • Type C (New Initiative): เป็นโมเดลสำหรับอุตสาหกรรมใหม่ที่ยังไม่มีบุคลากรตรงสายงานในตลาด โดยเริ่มตั้งแต่ การร่วมสร้างหลักสูตรใหม่ (New Curriculum) ไปจนถึงการจัดหาแหล่งเงินทุน

3. นวัตกรรมทางการเงิน (Revolving Fund):

  • EEC เตรียมใช้กลไก "กองทุนหมุนเวียน" (Revolving Fund) เพื่อสนับสนุนหน่วยงานหรือสถานศึกษาในการดำเนินการพัฒนาบุคลากรล่วงหน้า (Front-load) แล้วค่อยชำระคืนในภายหลัง เพื่อแก้ปัญหาข้อจำกัดด้านงบประมาณเบื้องต้น

???? ข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์สำหรับมหาวิทยาลัย (Actionable Recommendations)

  • การรุกเข้าสู่พื้นที่ปราจีนบุรี: มหาวิทยาลัยที่มีความพร้อมควรเริ่มวางแผนสร้างเครือข่ายกับสถานประกอบการในจังหวัดปราจีนบุรี เพื่อรองรับการประกาศเป็นพื้นที่ EEC จังหวัดที่ 4
  • การร่วมพัฒนาหลักสูตร Type C: มหาวิทยาลัยควรนำเสนอความเชี่ยวชาญในสาขาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-Curve) เพื่อร่วมกับ EEC ในการออกแบบหลักสูตรใหม่ที่ยังไม่มีใครทำมาก่อน ซึ่งจะมีงบประมาณสนับสนุนจาก Revolving Fund
  • ความเร็วในการตอบสนอง (Time-to-Market): มหาวิทยาลัยต้องปรับกระบวนการภายในให้สามารถอนุมัติหรือปรับปรุงหลักสูตรได้เร็วขึ้น เพื่อตอบโจทย์ "เวลาคือสิ่งที่แพงที่สุด" ตามแนวทางของ EEC

          ประเด็นที่คุณก่อกิจเน้นย้ำ คือ การทำให้ "Gap สั้นลง และทันเวลา" EEC ไม่ได้มองแค่การศึกษาในกระดาษ แต่มองถึงการมี Revolving Fund และ Tax Benefit มาเป็นตัวช่วยขับเคลื่อน หากมหาวิทยาลัยสามารถเข้าไปเป็นพันธมิตรในโมเดล Type C จะเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ในการผลิตบุคลากรที่ตลาดต้องการอย่างแท้จริง และเป็นการเปิดแหล่งรายได้ใหม่จากกองทุนสนับสนุนของ EEC

 

          8. คุณกิติพงษ์ มหารัตนวงศ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) สำนักงาน ก.พ. กำลังขับเคลื่อนนโยบายเชิงรุกเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรในตำแหน่งเฉพาะทางของภาครัฐ โดยใช้กลไก CWIE เป็น "ทางลัด" (Fast Track) ในการรับบุคคลเข้ารับราชการ ภายใต้เงื่อนไขการ "ร่วมออกแบบหลักสูตร" (Co-design) ระหว่างมหาวิทยาลัย ส่วนราชการผู้ใช้บัณฑิต และสำนักงาน ก.พ. ซึ่งหากหลักสูตรได้รับการรับรอง บัณฑิตจะได้รับการ ยกเว้นการสอบภาค ก และ ภาค ข และสามารถบรรจุเข้ารับราชการได้ทันทีหลังสำเร็จการศึกษา โดยยังคงยึดหลักความเสมอภาคและธรรมาภิบาล

???? กลไกยุทธศาสตร์ "Zero Exam" (Strategic Fast Track)

1. การปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมาย:

  • อาศัยอำนาจตาม มาตรา 55 แห่ง พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน (การคัดเลือกคนเข้ารับราชการโดยเหตุพิเศษ)
  • บัณฑิตที่ผ่านหลักสูตร CWIE ที่ ก.พ. รับรอง จะได้รับสิทธิประโยชน์สูงสุดคือ "ไม่ต้องสอบภาค ก ของ ก.พ." (ซึ่งปัจจุบันมีอัตราการสอบผ่านเพียง 5-10%) และไม่ต้องสอบภาค ข ของหน่วยงานนั้นๆ

2. กระบวนการสร้างหลักสูตร (Implementation Flow):

  • Co-designing: มหาวิทยาลัย + ส่วนราชการ (ผู้ใช้คน) + สำนักงาน ก.พ. ร่วมกันวางหลักสูตร
  • Approval: หลักสูตรต้องผ่านความเห็นชอบจากสภามหาวิทยาลัย และได้รับการรับรองมาตรฐานจาก อว. และ ก.พ. ตามลำดับ
  • Public Announcement: ต้องประกาศรับสมัครนักศึกษาเข้าหลักสูตรนี้อย่างเปิดเผย (ตั้งแต่รอบ Admission) เพื่อให้เกิดความเสมอภาคตามรัฐธรรมนูญ

???? กรณีศึกษาที่เป็นรูปธรรม (Practical Examples)

  • กรณีนักตรวจสอบบัญชี (กรมสรรพากร): มีตำแหน่งว่างกว่า 500 อัตราต่อปี แต่การสอบแบบปกติผลิตคนไม่ทันและมักถูกภาคเอกชนซื้อตัว ก.พ. จึงประสานกับมหาวิทยาลัย (เช่น มศว, ธรรมศาสตร์) เพื่อสร้างหลักสูตรบัญชี CWIE ที่จบแล้วบรรจุได้ทันที
  • กรณีช่างรังวัด (กรมที่ดิน/กรมธนารักษ์/ส.ป.ก.): ดำเนินการสำเร็จแล้วในระดับอาชีวศึกษา (8 แห่งทั่วประเทศ) โดยรับเด็กในพื้นที่เรียนจบแล้วบรรจุทำงานในภูมิลำเนานั้นๆ ลดปัญหาการย้ายถิ่นฐานและเพิ่มความมั่นคงในอาชีพ

⚠️ ประเด็นสำคัญด้านการควบคุมคุณภาพ (Quality & Behavioral Control)

  • Behavioral Assessment: ภาครัฐจะติดตามพฤติกรรมนักศึกษาระหว่างปฏิบัติงาน CWIE หากผลการเรียนดีแต่พฤติกรรมไม่เหมาะสม (คะแนนพฤติกรรมไม่ถึงเกณฑ์) หน่วยงานมีสิทธิ์ ไม่รับบรรจุ เข้ารับราชการ
  • Certificated Skills: บัณฑิตที่ไม่ได้รับการบรรจุ (หรือสละสิทธิ์) ยังคงได้รับประกาศนียบัตรที่รับรองสมรรถนะ ซึ่งสามารถนำไปใช้สมัครงานในภาคเอกชนได้ตามปกติ

 

 

???? ข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์สำหรับมหาวิทยาลัย (Actionable Recommendations)

1.       การวิเคราะห์ตำแหน่งงานที่ขาดแคลน: มหาวิทยาลัยควรสำรวจตำแหน่งราชการที่มีอัตราว่างสูงหรือสอบผ่านยาก (Hard-to-fill positions) เพื่อนำเสนอโครงการความร่วมมือกับ ก.พ. และหน่วยงานนั้นๆ

2.       การดึงดูดนักศึกษาคุณภาพสูง: การชูจุดเด่นเรื่อง "เรียนจบ บรรจุราชการทันทีโดยไม่ต้องสอบ ก.พ." จะเป็นแม่เหล็กสำคัญในการดึงนักศึกษาเกรดเฉลี่ยสูง (3.5 ขึ้นไป) เข้าสู่คณะ/สาขาของมหาวิทยาลัย

3.   การปรับบทบาทสู่การเป็น "ผู้ป้อนกำลังคนภาครัฐ": มหาวิทยาลัยควรเตรียมความพร้อมด้านการประเมินพฤติกรรมและวินัยนักศึกษาให้เข้มงวดสอดคล้องกับมาตรฐานข้าราชการพลเรือน

          นโยบายนี้ของ ก.พ. ถือเป็นการปฏิรูปการเข้ารับราชการครั้งสำคัญ ซึ่งมหาวิทยาลัยสามารถใช้เป็นโอกาสในการสร้าง "หลักสูตรพรีเมียม" ที่การันตีงานทำในหน่วยงานรัฐชั้นนำ สิ่งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยแก้ปัญหาการตกงานของบัณฑิต แต่ยังเป็นการยกระดับคุณภาพข้าราชการรุ่นใหม่ที่จะไปขับเคลื่อนประเทศต่อไป

 

          9. คุณรัชนี โพธิสัตยา ผู้อำนวยการสถาบันการพัฒนาชุมชน กรมการพัฒนาชุมชน พช. มุ่งเน้นการขับเคลื่อน "เศรษฐกิจฐานราก" โดยน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแกนกลาง พช. มีเครือข่ายที่เข้มแข็งครอบคลุม 77 จังหวัด 878 อำเภอ และกว่า 50,000 ตำบล ซึ่งถือเป็นพื้นที่ฝึกปฏิบัติงานจริง (Fieldwork) ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ นโยบายสำคัญคือการเปิดพื้นที่ให้นักศึกษา CWIE เข้าไปเป็น "ผู้นำการเปลี่ยนแปลง" (Change Agent) โดยมีเป้าหมายในการยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชน (OTOP) และความเข้มแข็งของหมู่บ้านผ่านการใช้ Big Data และ AI

???? ยุทธศาสตร์หลัก 2 ด้านในการขับเคลื่อน CWIE (Strategic Curricula)

1. ด้านการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก (Foundational Economy)

  • กลุ่มเป้าหมาย: ผู้ประกอบการ OTOP กว่า 100,000 ราย และผลิตภัณฑ์ชุมชนกว่า 230,000 รายการ
  • บทบาทนักศึกษา: นำความรู้สมัยใหม่ไปช่วย "แม่ๆ ป้าๆ" ในชุมชนด้านการสร้างแบรนด์ (Branding), การตลาดดิจิทัล (Digital Marketing) และการยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์ เพื่อตอบโจทย์ตลาดโลก

2. ด้านการสร้างความเข้มแข็งของชุมชน (Community Empowerment)

  • เครือข่ายพี่เลี้ยง (Mentoring System): พช. มีผู้นำชุมชนทั่วประเทศ 900,000 คน และ "ผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง" อีก 45,000 คน ที่พร้อมทำหน้าที่เป็น Mentor และ Coach ให้นักศึกษา
  • บทบาทนักศึกษา: เปลี่ยนความรู้ในตำราสู่การปฏิบัติจริงในพื้นที่ เพื่อสร้างกระบวนการเรียนรู้และการมีส่วนร่วมให้ชุมชนพึ่งพาตนเองได้

???? การบริหารจัดการข้อมูลและเทคโนโลยี (Digital & AI Transformation)

มหาวิทยาลัยสามารถใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลของ พช. เพื่อการวิจัยและพัฒนา:

  • CDD AI: ระบบวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อการบริหารจัดการชุมชน
  • Big Data: ฐานข้อมูลกว่า 20 ฐาน และข้อมูลรายครัวเรือนกว่า 13 ล้านครอบครัวทั่วประเทศ
  • โอกาสของนักศึกษา: เรียนรู้การจัดการภาครัฐสมัยใหม่ (Modern Public Administration) ผ่านการใช้ AI วิเคราะห์ Pain Point ของหมู่บ้านและชุมชนอย่างแม่นยำ

???? ข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์สำหรับมหาวิทยาลัย (Actionable Recommendations)

1.       การบูรณาการข้ามศาสตร์ (Cross-disciplinary Impact): โครงการ CWIE กับ พช. ไม่ได้จำกัดเฉพาะคณะพัฒนาชุมชน แต่ต้องการนักศึกษาจาก คณะบริหารธุรกิจ (การตลาด/บัญชี), คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ (AI/Data), และคณะดีไซน์/ศิลปกรรม เพื่อเข้าไปช่วยยกระดับ OTOP แบบครบวงจร

2.       การสร้าง Career Path ในพื้นที่ภูมิภาค: CWIE ในพื้นที่ พช. จะเป็น "สะพานเชื่อม" ให้นักศึกษาได้เห็นภาพลักษณ์การทำงานจริง ทั้งในบทบาทข้าราชการส่วนภูมิภาคและที่ปรึกษาภาคเอกชน ช่วยลดปัญหาการหลั่งไหลของบัณฑิตเข้าสู่เมืองหลวง และส่งเสริมการพัฒนายกระดับท้องถิ่นตนเอง

3.       การใช้พื้นที่เป็น Lab วิจัย: มหาวิทยาลัยควรทำความร่วมมือในระดับจังหวัดหรืออำเภอ เพื่อใช้พื้นที่ของ พช. เป็นสถานที่เก็บข้อมูลวิจัยเชิงลึก ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างนวัตกรรมทางสังคมที่ใช้ได้จริง

          จุดแข็งที่สุดของกรมการพัฒนาชุมชน คือ "พื้นที่และผู้ประกอบการ" ที่มีจำนวนมหาศาล หากมหาวิทยาลัยสามารถส่งนักศึกษาเข้าไปช่วยอุดช่องว่างด้านเทคโนโลยีและการตลาดดิจิทัลให้กับชาวบ้าน จะเป็นการสร้างความต่าง (Value Added) ที่เห็นผลเป็นรูปธรรมที่สุด ทั้งในแง่ของตัวเลขรายได้ชุมชนและสมรรถนะของตัวนักศึกษาเองที่ต้องทำงานร่วมกับคนหลากหลายช่วงวัย

 

          10. คุณภัทรวุธ เภอแสละ รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน มุ่งเน้นการยกระดับ CWIE ผ่านการสร้าง "มาตรฐานฝีมือแรงงาน" ที่จับต้องได้และเป็นที่ยอมรับของภาคอุตสาหกรรม โดยพร้อมสนับสนุนมหาวิทยาลัยใน 3 มิติหลัก คือ (1) การร่วมออกแบบหลักสูตรที่อิงตามความต้องการจริง (2) การสนับสนุนงบประมาณผ่านกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน และ (3) การรับรองสมรรถนะบัณฑิตด้วยระบบทดสอบมาตรฐานระดับชาติ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการว่านักศึกษา CWIE มีศักยภาพพร้อมทำงานได้ทันที

???? 4 เสาหลักยุทธศาสตร์ในการสนับสนุน CWIE (Key Strategic Pillars)

1. นวัตกรรมหลักสูตรและการยืดหยุ่น (Curriculum & Co-creation)

  • มหาวิทยาลัยสามารถนำหลักสูตรที่มีอยู่ของกรมพัฒนาฝีมือแรงงานไปปรับใช้ในระบบ CWIE ได้ทันที
  • เปิดกว้างในการ "ร่วมจัดทำหลักสูตรใหม่" (Customized Curriculum) เพื่อให้สอดคล้องกับอัตลักษณ์ของคณะและบริบทของสถานประกอบการเฉพาะราย

2. กลไกสนับสนุนทางการเงิน (Financial Support & Benefits)

  • กองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน: เป็นแหล่งงบประมาณสำคัญที่สถานศึกษาและสถานประกอบการสามารถขอรับการสนับสนุนหรือสิทธิประโยชน์ในการจัดการเรียนการสอนแบบ CWIE ได้
  • สิ่งนี้จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของมหาวิทยาลัยและสร้างแรงจูงใจให้บริษัทเอกชนในการรับนักศึกษา

3. การรับรองสมรรถนะและมาตรฐาน (Certification & Assessment)

  • ระบบทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน: เน้นการวัดผลที่พิสูจน์ได้ว่านักศึกษามี "สมรรถนะ" (Competency) จริงหรือไม่
  • การได้รับใบรับรองความรู้ความสามารถ (License) จะช่วยให้บัณฑิตแสดงศักยภาพในตลาดงานได้อย่างชัดเจน และช่วยให้ผู้ประกอบการมั่นใจในคุณภาพการจ้างงาน

4. ทักษะแห่งอนาคตและการเทียบโอน (Future Skills & Credit Bank)

  • มุ่งเน้นทักษะสำคัญ 3 ด้าน: Digital, AI และ Analytical Thinking (การคิดวิเคราะห์)
  • การเทียบโอนหน่วยกิต (Credit Transfer): สนับสนุนการนำประสบการณ์และทักษะฝีมือที่ผ่านการรับรอง มาเทียบโอนเป็นหน่วยกิตในมหาวิทยาลัย เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) 

???? ข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์เพื่อการพิจารณา (Actionable Recommendations)

1.       การบูรณาการมาตรฐานฝีมือแรงงานเข้ากับปริญญา (Dual Certification): มหาวิทยาลัยควรออกแบบให้การจบหลักสูตร CWIE มาพร้อมกับการได้รับ "ใบรับรองมาตรฐานฝีมือแรงงาน" ซึ่งจะเพิ่มมูลค่าให้กับบัณฑิตอย่างมหาศาล

2.       การเชิงรุกใช้ประโยชน์จากกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน: มหาวิทยาลัยควรศึกษาหลักเกณฑ์ของกองทุนฯ เพื่อนำมาสนับสนุนงบประมาณในการฝึกอบรมทักษะนักศึกษาและอาจารย์นิเทศ

3.   การเชื่อมโยงระบบข้อมูล (Data Integration): มหาวิทยาลัยควรพัฒนาระบบข้อมูลนักศึกษาที่สามารถเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลการฝึกอบรมของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อรองรับการเทียบโอนหน่วยกิตและการจัดหางานในอนาคต

          ประเด็นที่คุณภัทรวุธเน้นย้ำ คือ การ "วัดผลได้และรับรองได้" CWIE ในมุมมองของกรมพัฒนาฝีมือแรงงานจึงไม่ใช่เพียงการไปทำงาน แต่คือ การเข้าสู่กระบวนการคัดกรองมาตรฐานวิชาชีพ หากมหาวิทยาลัยสามารถใช้เครื่องมือการทดสอบและกองทุนของกรมฯ มาเสริมจุดแข็งได้ จะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดแรงงานในระดับสูงสุด

 

          11. ดร.สัมพันธ์ ศิลปนาฏ นายกสมาคมสหกิจศึกษาไทย และประธานร่วมสมาคม CWIE โลก (WACE) แม้การขับเคลื่อน CWIE ในประเทศไทยจะก้าวสู่ปีที่ 28 และมีความก้าวหน้าเชิงปริมาณ (ส่งนักศึกษาแสนคนต่อปี) แต่ "คุณภาพ" และ "อัตราการได้งานทำทันที" (Employability Rate) ยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ที่น่ากังวล ข้อมูลระบุว่าบัณฑิตได้งานทำทันทีเพียง 35% เท่านั้น มหาวิทยาลัยจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนบทบาทจากแหล่งวิชาการ (Education) ไปสู่การเป็นต้นน้ำของห่วงโซ่อุปทานอัจฉริยะ (Talent Supply Chain) ที่เน้นสมรรถนะและการมีงานทำเป็นตัวตั้ง ผ่านกลไกการเป็นเจ้าของร่วม (Co-Ownership) กับภาคผู้ใช้บัณฑิต

???? ปัญหาเชิงวิกฤตที่ต้องเร่งแก้ไข (Critical Gaps)

  • ความเหลื่อมล้ำระหว่างสถาบัน: มีเพียงไม่กี่มหาวิทยาลัยที่ทำได้ดีเยี่ยม แต่ส่วนใหญ่ยังขาดมาตรฐานและกลไกที่เข้มแข็งในการผลักดันคุณภาพ CWIE
  • กับดัก "แรงงานราคาถูก" (Cheap Labor): โครงงานมากกว่า 50% นักศึกษาไม่ได้รับค่าตอบแทน ส่งผลให้สถานประกอบการขาดความจริงจังในการเป็นพี่เลี้ยง (Mentoring) และไม่มีโครงการที่สร้างคุณค่า (Value) จริง
  • การเริ่มที่สายเกินไป: งานวิจัยระบุว่าการทำ Co-op เฉพาะในปี 4 นั้น "ช้าเกินไป" และไม่สามารถดันอัตราการได้งานทำเกิน 50% ได้ หากนักศึกษาไม่ได้สัมผัสปัญหาจริงตั้งแต่อยู่ปี 1 หรือ ปี 2

???? การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์มหาวิทยาลัย (Paradigm Shift)

1. จาก Education สู่ Employability

  • มหาวิทยาลัยต้องลดสัดส่วนวิชาการที่เข้มข้นจนเกินไป แล้วเปลี่ยนมาเน้น 3 แกนหลัก: Skill-based, Competency-based และ Character-based

2. มหาวิทยาลัยในฐานะต้นน้ำของ Talent Supply Chain

  • ต้องมองชีวิตนักศึกษาในภาพรวม (อายุ 19-22 ปีที่อยู่กับเรา คือการเตรียมความพร้อมสำหรับอีก 70 ปีที่เหลือ) การศึกษาต้องตอบโจทย์ตลอดช่วงชีวิต ไม่ใช่แค่จบรับปริญญา

3. กลไก Co-Creation & Co-Ownership

  • ภาคเอกชนและภาครัฐต้องไม่เป็นเพียง "ผู้รับนักศึกษาฝึกงาน" แต่ต้องเป็น "เจ้าของร่วม" ในการจัดการศึกษา ตั้งแต่การร่วมสอน (Co-Teach), ร่วมออกแบบ (Co-Design) และร่วมรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ของบัณฑิต

???? ข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์สำหรับผู้บริหาร (Actionable Recommendations)

  • การกระจายประสบการณ์สู่ชั้นปีต้น (Early Exposure): มหาวิทยาลัยควรออกแบบกิจกรรม CWIE หรือการสัมผัสโจทย์จริงในอุตสาหกรรมตั้งแต่อยู่ชั้นปีที่ 1 และ 2 เพื่อไต่ระดับความเชี่ยวชาญ (Gradual Exposure)
  • การยกระดับมาตรฐานโครงงานและค่าตอบแทน: มหาวิทยาลัยต้องเจรจากับสถานประกอบการเพื่อเปลี่ยนภาพลักษณ์จาก "แรงงานราคาถูก" เป็น "ผู้ช่วยแก้วิกฤต/สร้างนวัตกรรม" โดยควรมีมาตรการสนับสนุนให้นักศึกษาได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสมเพื่อให้เกิดความผูกพัน (Engagement) ทั้งสองฝ่าย
  • การใช้ Evidence-based Management: มหาวิทยาลัยควรใช้ข้อมูลจริง (Conversion Rate) ของการได้งานทำในแต่ละหลักสูตรมาเป็นตัวตัดสินใจในการปรับปรุงหรือยกเลิกหลักสูตรที่ไม่ตอบโจทย์ตลาดงาน

          ประเด็นของ ดร.สัมพันธ์ ถือเป็นการ "ตบหน้าเรียกสติ" ภาคการศึกษาไทยให้ข้ามพ้นความสำเร็จเชิงตัวเลข (แสนคน) ไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงคือ "เด็กมีงานทำทันที" หากมหาวิทยาลัยไม่สามารถขยับจากการเน้นวิชาการมาเป็นเน้นสมรรถนะและการมีงานทำ (Employability) ได้ มหาวิทยาลัยจะสูญเสียสถานะการเป็นต้นน้ำของ Talent Supply Chain ไปในที่สุด

 

          12. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วัฒนา รัตนพรหม อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี รองประธานที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งประเทศไทย ประธานกลุ่มภูมิภาคภาคใต้ ยุทธศาสตร์ CWIE ในมุมมองของกลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏ ก้าวข้ามขอบเขตของการเป็นเพียง "รูปแบบการเรียนรู้" ไปสู่การเป็น "โครงสร้างพื้นฐานด้านอัจฉริยภาพของประเทศ" (Talent Infrastructure) โดยมุ่งเน้นการสร้าง "ปัญญาปฏิบัติ" ที่ยุติเส้นขนานระหว่างทฤษฎีและปฏิบัติ มรภ. ทั้ง 38 แห่งทั่วประเทศพร้อมทำหน้าที่เป็น "เครื่องยนต์ขับเคลื่อนแรงงานภูมิภาค" (Regional Workforce Engine) เพื่อปฏิรูปเศรษฐกิจฐานรากผ่านบัณฑิตที่มีคุณลักษณะ "วิศวกรสังคม"

???? การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์: จากห้องเรียนสู่โลกความจริง

1. การทำลายเส้นขนานระหว่างทฤษฎีและปฏิบัติ

  • การขังผู้เรียนไว้ในห้องเรียน 16 สัปดาห์ไม่ช่วยให้เติบโต แต่การทำงานในสถานการณ์จริงจะทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้แบบบูรณาการที่ลึกซึ้งกว่า
  • ปัญญาปฏิบัติ: เน้นการทำซ้ำจนชำนาญ โดยมีผู้ชี้แนะ (Supervisor) ที่ถูกต้อง

2. นิยามใหม่ของ CWIE

  • ไม่ใช่แค่ "Pedagogy" (ศาสตร์การสอน) แต่คือ "Area Integrated Development" (การพัฒนาพื้นที่แบบบูรณาการ)
  • เป็นกลไกสำคัญในการสร้าง "Thailand Talent Corridor" เชื่อมโยงกำลังคนเข้ากับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจของแต่ละภูมิภาค (BCG, Creative, Digital Economy)

???????? การปฏิรูปบทบาท "อาจารย์นิเทศ" (The Practitioner Educator)

ประเด็นท้าทายที่สุดคือ "ครูต้องทำได้ก่อนจึงจะสอนได้ดี" มหาวิทยาลัยจึงต้องปรับบทบาทอาจารย์ดังนี้:

  • เลิกเดินเฉียด: อาจารย์นิเทศต้องไม่เพียงแค่เดินไปดู แต่ต้อง "เชี่ยวชาญ" ในอุตสาหกรรมนั้นๆ จริง
  • Supervision ที่แท้จริง: ต้องบอกได้ว่าอะไรถูก อะไรผิด และต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ร่วมกับศิษย์ในสถานประกอบการ
  • การ Training อาจารย์: ต้องเน้นการให้อาจารย์ลงไปปฏิบัติงานจริงในสถานประกอบการ ไม่ใช่แค่การอบรมหลักการในห้องประชุม


????️ คุณลักษณะบัณฑิต "วิศวกรสังคม" (Social Engineers)

มรภ. มุ่งเน้นสร้าง Learning Outcome ผ่านเครื่องมือวิศวกรสังคม 4 ประการ เพื่อให้บัณฑิตเป็นนวัตกรที่แก้ปัญหาบนวิถีชีวิตจริงได้:

1.       นักคิด: คิดเชิงระบบ วิเคราะห์ปัญหาได้รอบด้าน

2.       นักสื่อสาร: สื่อสารองค์ความรู้ที่เป็นรูปธรรม

3.       นักประสาน: ระดมสรรพกำลังและทำงานร่วมกับผู้อื่นได้

4.       นวัตกร: สร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์และแก้ปัญหาชุมชนได้จริง

???? ข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์สำหรับผู้บริหาร (Actionable Recommendations)

  • การสร้างพันธมิตรเชิงลึกกับ พช.: มหาวิทยาลัยควรเร่งทำข้อตกลงร่วมกับกรมการพัฒนาชุมชน (พช.) เพื่อใช้พื้นที่หมู่บ้านและตำบลเป็น "สนามปฏิบัติการ" สำหรับนักศึกษา 400,000 คนของกลุ่มราชภัฏ
  • การเป็น Regional Talent Network: ออกแบบหลักสูตรที่ตอบโจทย์จุดเด่นของแต่ละพื้นที่ (เช่น ภาคใต้เน้นท่องเที่ยวทางทะเล, ภาคตะวันออกเน้น EEC) เพื่อเป็นเครื่องยนต์หลักในการพัฒนาเศรษฐกิจภูมิภาค
  • การปรับปรุงการวัดผล: เปลี่ยนตัวชี้วัดความสำเร็จจากการ "จบการศึกษา" เป็น "ความสามารถในการสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจฐานราก" และ "สมรรถนะปัญญาปฏิบัติ" ของบัณฑิต

          ประเด็นของ ผศ.ดร.วัฒนา สะท้อนถึงการใช้ "พลังของเครือข่าย" (38 แห่ง) และ "ความใกล้ชิดพื้นที่" มาเป็นจุดแข็ง หากมหาวิทยาลัยสามารถเปลี่ยนอาจารย์จาก "นักวิชาการ" เป็น "นักปฏิบัติที่เป็นโค้ช" ได้สำเร็จ มรภ. จะกลายเป็นกลุ่มสถาบันที่ทรงอิทธิพลที่สุดในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศไทยผ่านกลไก CWIE  

 

          13. รองศาสตราจารย์ ดร.อุดมวิทย์ ไชยสกุลเกียรติ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ ประธานที่ประชุมคณะกรรมการอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล กลุ่มมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ทั้ง 9 แห่ง ชูยุทธศาสตร์การผลิต "บัณฑิตนักปฏิบัติ" (Hands-on Graduates) โดยเปลี่ยนผ่านจากการทำสหกิจศึกษาแบบเดิม (เฉพาะชั้นปีสุดท้าย) สู่รูปแบบ "CWIE Series Model" ซึ่งเป็นการบูรณาการสมรรถนะ (Competency) เข้ากับหลักสูตรตั้งแต่นักศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 1 จนถึงปีที่ 4 มุ่งเน้นการสะสมใบรับรองมาตรฐานวิชาชีพ (Certification) ในแต่ละระดับ เพื่อประกันคุณภาพบัณฑิตให้พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรมอย่างยั่งยืน

???? นวัตกรรมหลักสูตร "RMUT CWIE Series Model"

มทร. ได้ปฏิรูปโครงสร้างการเรียนรู้ใหม่ โดยการคลี่แผนการศึกษา (Curriculum Mapping) เพื่อระบุสมรรถนะที่นักศึกษาจะได้รับในแต่ละช่วงเวลา ดังนี้:

  • ชั้นปีที่ 1: พื้นฐานสมรรถนะ (Basic Competency)
    • เน้นรายวิชาพื้นฐานวิชาชีพ (เช่น เขียนแบบวิศวกรรม)
    • กลไก CWIE: จัดอบรมพิเศษ (Post-class Competency) หลังจบเทอม 2 เพื่อให้นักศึกษาได้รับใบรับรอง (Certificate) จากสถาบันหรือบริษัทมาตรฐานระดับสากลทันที
  • ชั้นปีที่ 2: สมรรถนะขั้นสูง (Advanced Competency)
    • ยกระดับทักษะเฉพาะทางในรายวิชาที่ยากขึ้น
    • กลไก CWIE: เชื่อมโยงการวัดผลกับมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ (กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน) หรือ สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (สวช./TPQI)
  • ชั้นปีที่ 3: การเตรียมความพร้อม (Pre-Cooperative Education)
    • เน้นรายวิชา Pre-Project หรือ Pre-สหกิจศึกษา เพื่อเตรียมโจทย์และความพร้อมก่อนออกสู่สถานประกอบการจริง
  • ชั้นปีที่ 4: การปฏิบัติงานเต็มรูปแบบ (Full CWIE/Co-op)
    • นำองค์ความรู้และใบรับรองที่สะสมมาทั้งหมด ไปปฏิบัติงานจริงในสถานประกอบการเป็นเวลา 4 - 8 เดือน หรือ 1 ปี ตามความเข้มข้นของแต่ละสาขาวิชา

???? จุดแข็งและขีดความสามารถในการบริหารจัดการ

  • เครือข่ายครอบคลุมระดับประเทศ: มทร. มีพื้นที่จัดการศึกษาใน 23 จังหวัด 36 พื้นที่ทั่วประเทศ สามารถกระจายการจัดการศึกษาเชิงรุกได้ทุกภูมิภาค
  • ปริมาณและคุณภาพกำลังคน: ด้วยจำนวนนักศึกษากว่า 145,000 คน และบัณฑิตจบใหม่ปีละกว่า 30,000 คน มทร. จึงเป็นฐานกำลังสำคัญ (Workforce Base) ของภาคอุตสาหกรรมไทย
  • การเชื่อมโยงมาตรฐานวิชาชีพ: มีการใช้ใบรับรอง (Certification) เป็นตัวชี้วัดความสำเร็จระหว่างทาง (Milestones) มากกว่าเพียงแค่เกรดเฉลี่ยในห้องเรียน

???? ข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์สำหรับผู้บริหาร (Actionable Recommendations)

1.       การยกระดับสู่ระบบสะสมสมรรถนะ (Competency-based Tracking): มหาวิทยาลัยควรนำโมเดล "Series Model" มาปรับใช้เพื่อให้บัณฑิตมีใบรับรองมาตรฐานวิชาชีพติดตัวตั้งแต่อยู่ชั้นปีที่ 1-2 ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการหาที่ฝึกงานคุณภาพสูงในชั้นปีที่ 4

2.       การสร้างพันธมิตรเพื่อการออกใบรับรอง (Certification Partners): เร่งสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานมาตรฐาน (เช่น กรมพัฒน์ฯ, TPQI หรือองค์กรวิชาชีพสากล) เพื่อให้หลักสูตรของมหาวิทยาลัยได้รับการรับรองในระดับสมรรถนะสากล

3.       CWIE ในฐานะกุญแจสู่อนาคต: มหาวิทยาลัยต้องสื่อสารให้เห็นว่า CWIE ไม่ใช่แค่ทางเลือกของการฝึกงาน แต่คือ "ระบบการศึกษาที่เชื่อมโยงอุตสาหกรรมอย่างเป็นรูปธรรม" เพื่อผลิตบุคลากรสมรรถนะสูงในศตวรรษที่ 21

          แนวทางของ มทร. คือการพิสูจน์ว่า "ปัญญาปฏิบัติ" สามารถสร้างได้ผ่านการวางแผนที่เป็นระบบ (Systematic Planning) การกระจายความเสี่ยงโดยไม่รอให้ไปฝึกงานเฉพาะปีสุดท้ายจะช่วยลดปัญหาบัณฑิตจบใหม่ทำงานไม่ได้จริง และเปลี่ยนสถานะมหาวิทยาลัยให้เป็น "นวัตกรการผลิตคน" ที่ตอบโจทย์ภาคธุรกิจอย่างแท้จริง

 

          14. อาจารย์สมพงษ์ แก้วเจริญไพศาล นายกสมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย (สสอท.) สถาบันอุดมศึกษาเอกชนกว่า 71 แห่งทั่วประเทศ ดำเนินการในลักษณะ "Demand-Driven" มาตั้งแต่ต้น เนื่องจากความอยู่รอดของสถาบันผูกติดกับความสำเร็จในการมีงานทำของบัณฑิต ยุทธศาสตร์ CWIE ของภาคเอกชนจึงเน้นไปที่ความคล่องตัว (Agility) ไม่ยึดติดกับกรอบระเบียบราชการที่ล่าช้า และมุ่งหวังเปลี่ยนบัณฑิตจากการเป็นเพียง "ลูกจ้าง" สู่การเป็น "ผู้ประกอบการ (Entrepreneur)" ที่มีรายได้ตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจในทุกมิติ ทั้งภาคการค้า บริการ และ SME ไม่ใช่เพียงภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เท่านั้น

 ???? ประเด็นเชิงยุทธศาสตร์: ปรัชญาและการขับเคลื่อน (Strategic Mindset)

1. ความคล่องตัวและการก้าวข้ามระเบียบ (Agility & Regulatory Breakthrough)

  • มหาวิทยาลัยเอกชนมุ่งเน้นผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติเป็นสำคัญ หากกฎระเบียบใดเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาบัณฑิต เอกชนพร้อมที่จะ "เจรจาและเสนอการเปลี่ยนแปลง" ต่อกระทรวง อว. ทันที
  • ไม่ใช้แนวคิดแบบ Master Plan เดียวที่ครอบทุกสถาบัน (One-size-fits-all) แต่เน้นความหลากหลายตามอัตลักษณ์และโจทย์ของแต่ละพื้นที่

2. จาก "ลูกจ้าง" สู่ "เถ้าแก่" (From Employee to Entrepreneur)

  • การสร้างบัณฑิตเพื่อกินเงินเดือนเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง
  • ยุทธศาสตร์เอกชนเน้นให้บัณฑิตมีรายได้ตั้งแต่ชั้นปีที่ 3 และ 4 โดยมุ่งสร้างทักษะการเป็นเจ้าของธุรกิจและการทำงานในธุรกิจ SME ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทย

3. การลงทุนเพื่อสังคมด้วยทุนตนเอง (Self-Investment for Public Good)

  • สถาบันเอกชนลงทุนในหลักสูตรที่ประเทศขาดแคลน (เช่น พยาบาลศาสตร์ หรืออุตสาหกรรม New S-Curve) ด้วยเงินทุนของตนเองโดยไม่ต้องรอนโยบาย Top-down หรืองบประมาณสนับสนุนจากรัฐ เพื่อรับใช้ประเทศชาติ

???? วิสัยทัศน์ระดับภูมิภาค (ASEAN & Global CWIE)

  • CWIE ไร้พรมแดน: มหาวิทยาลัยเอกชนนำร่องการทำ CWIE และเปิดหลักสูตรในต่างประเทศ เช่น เมียนมา จนได้รับการรับรองและบัณฑิตสามารถเข้าบรรจุราชการในประเทศนั้นๆ ได้ทันที
  • ข้อเสนอแนะต่อรัฐ: กระทรวง อว. ควรปรับจูนการรับรองปริญญาบัตรและการขยายตัวสู่ระดับอาเซียนให้รวดเร็วขึ้น เพื่อให้การศึกษาไทยเป็นผู้นำในภูมิภาคอย่างแท้จริง

???? ข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์สำหรับผู้บริหาร (Actionable Recommendations)

1.   การปรับทิศทางข้อมูล (Data Re-orientation): มหาวิทยาลัยควรให้ความสำคัญกับข้อมูลจากภาคเอกชนและผู้ใช้บัณฑิตเป็นลำดับแรก (Bottom-up) ก่อนที่จะวางแผนหลักสูตร เพื่อให้มั่นใจว่าสิ่งที่ผลิตออกมาตรงกับความต้องการจริง

2.       การขยายขอบเขตจาก "อุตสาหกรรม" สู่ "ทุกภาคส่วน": ในการทำ CWIE ไม่ควรมองแค่โรงงานหรือภาคอุตสาหกรรมหนัก แต่ต้องครอบคลุมถึงภาคการค้า การบริการ และการเป็นผู้ประกอบการ SME เพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินให้บัณฑิตอย่างหลากหลาย

3.   การลดขั้นตอน (Process Optimization): มหาวิทยาลัยควรใช้ความคล่องตัวแบบภาคเอกชนในการปรับปรุงกระบวนการภายใน ให้สามารถรับโจทย์และส่งนักศึกษาเข้าสู่พื้นที่ทำงานได้ทันทีโดยไม่ถูกขังอยู่ในกรอบระเบียบเดิม

          ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดของอาจารย์สมพงษ์ คือ การเตือนสติว่า "เอกชนทำ CWIE มาตั้งแต่วันแรกที่เปิดมหาวิทยาลัย" เพราะถ้าทำไม่ได้ตาม Demand สถาบันก็อยู่ไม่ได้ ดังนั้น หัวใจของ CWIE คือการ "ศรัทธาในผลลัพธ์" หากบัณฑิตมีงานทำและมีรายได้สูงตั้งแต่เรียน ย่อมพิสูจน์ถึงความสำเร็จของหลักสูตรโดยมิต้องรอกฎระเบียบมาเป็นตัวตัดสิน

     

          จากการประมวลข้อมูลสรุปประเด็นสำคัญของเหล่าวิทยากรผู้เชี่ยวชาญข้างต้น สามารถสะท้อนคิดในมิติของ บทบาทและการสนับสนุน กับ สิ่งที่ต้องการ/ข้อเสนอแนะต่อมหาวิทยาลัยจากบริบทของแต่ละภาคส่วน โดยสังเคราะห์ข้อมูลได้ดังนี้

หน่วยงาน / ผู้เชี่ยวชาญ

บทบาทและการสนับสนุน (Support/Role)

สิ่งที่ต้องการ / ข้อเสนอแนะต่อมหาวิทยาลัย (Expectations/Actions)

1. กมอ.
(ศ.เกียรติคุณ ปานสิริ)

กำหนดมาตรฐานหลักสูตรและเกณฑ์การประกันคุณภาพระดับประเทศ

เป้าหมาย 100%: ทุกหลักสูตรต้องมี CWIE บัณฑิตต้องมีรายได้ 30k-33k

2. อนุกรรมการ อว.
(ดร.อรสา)

ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ "CWIE Reform Thailand 2030"

Co-design: มหาวิทยาลัยต้องบรรลุเป้าหมาย 80% ภายในปี 2573 และเน้นการสร้าง "ปัญญา"

3. PMAT
(คุณสุดคนึง)

ตัวกลางเชื่อมโยงเครือข่าย HR และข้อมูลความต้องการแรงงานทั่วประเทศ

Direct Link: มหาวิทยาลัยต้องประสาน PMAT เพื่อรับ Requirement ทักษะที่แท้จริง

4. สภาอุตสาหกรรมฯ
(คุณถาวร)

สนับสนุนอุตสาหกรรมไฮเทค (4.0) และสิทธิประโยชน์ทางภาษี 200%

Quality CWIE: ขยายเวลาฝึกเป็น 8-10 เดือน และเน้นสร้าง Passion (Character)

5. หอการค้าไทย
(คุณปรัชญา)

เชื่อมโยง SME 3 ล้านราย และโครงสร้างพื้นฐานการท่องเที่ยวสากล

Knowledge Injection: ส่งนักศึกษาไป "ฉีดความรู้" ให้ SME ในพื้นที่ภูมิภาค

6. BOI
(คุณศุธาศินี)

ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่บริษัทที่รับนักศึกษาในกลุ่ม New Economy

Multi-disciplinary: บูรณาการข้ามศาสตร์ (Green/Digital) เพื่อแก้โจทย์ธุรกิจที่ซับซ้อน

7. EEC
(คุณก่อกิจ)

พัฒนาบุคลากรในพื้นที่ยุทธศาสตร์พิเศษและกองทุนหมุนเวียน

Time-to-Market: ปรับปรุงหลักสูตรให้เร็วทันเทคโนโลยี และรุกพื้นที่ปราจีนบุรี (จังหวัดที่ 4)

8. สำนักงาน ก.พ.
(คุณกิติพงษ์)

ปลดล็อกกฎหมาย "Zero Exam" บรรจุข้าราชการทันทีโดยไม่ต้องสอบ ก.พ.

Fast Track: ร่วมออกแบบหลักสูตรพรีเมียมเพื่อป้อนคนเข้าตำแหน่งราชการที่ขาดแคลน

9. กรมการพัฒนาชุมชน (คุณรัชนี)

สนับสนุนพื้นที่ปฏิบัติงาน OTOP และฐานข้อมูล Big Data 13 ล้านครัวเรือน

Change Agent: ใช้นักศึกษาทุกคณะไปยกระดับเศรษฐกิจฐานรากผ่านดิจิทัลและ AI

10. กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (คุณภัทรวุธ)

สนับสนุนกองทุนฝึกอบรมและการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานชาติ

Dual Certification: บัณฑิตต้องได้รับทั้งปริญญาและใบรับรองมาตรฐานวิชาชีพ

11. WACE/สมาคม
สหกิจฯ (ดร.สัมพันธ์)

ยกระดับมาตรฐานคุณภาพ CWIE สู่ระดับสากล

Employability: เน้นการได้งานทำทันที และให้นักศึกษาสัมผัสโจทย์จริงตั้งแต่ปี 1-2

12. กลุ่มราชภัฏ
(ผศ.ดร.วัฒนา)

เครื่องยนต์ขับเคลื่อนแรงงานภูมิภาค (Regional Workforce Engine)

Social Engineer: สร้างบัณฑิตนักคิด/นวัตกร และอาจารย์ต้อง "ลงมือทำจริง"

13. กลุ่มราชมงคล
(รศ.ดร.อุดมวิทย์)

ต้นแบบ "CWIE Series Model" สะสมสมรรถนะรายชั้นปี

Certification Mapping: เก็บใบรับรองมาตรฐาน (Milestones) ตั้งแต่ชั้นปีที่ 1 ถึงปีที่ 4

14. สสอท./ม.เอกชน (อ.สมพงษ์)

ขับเคลื่อนด้วยความคล่องตัว (Agility) และเน้นสร้างเถ้าแก่ใหม่

Agile Execution: ลดระเบียบที่ขวางการทำงาน และขยายตลาดการศึกษาสู่อาเซียน

 


???? บทสรุปเชิงยุทธศาสตร์เพื่อการตัดสินใจ

จากการสังเคราะห์ข้อมูลข้างต้น มหาวิทยาลัยจำเป็นต้องปรับกระบวนทัศน์ใน 3 ด้านหลัก เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของทุกภาคส่วน:

1.       การเปลี่ยนบทบาท (Role Shift): มหาวิทยาลัยต้องไม่ใช่แค่ "ผู้ผลิตบัณฑิต" แต่ต้องเป็น "ต้นน้ำของ Talent Supply Chain" และเป็น "ทูตทางปัญญา" ที่ส่งต่อความรู้สู่ภาคเอกชน

2.       การวัดผลใหม่ (New KPI): ตัวชี้วัดไม่ได้จบแค่ "การจบการศึกษา" แต่ต้องวัดที่ "อัตราการได้งานทำทันที (Employability)" และ "ระดับรายได้ที่ก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลาง"

3.       กลไกการทำงานร่วม (Co-Ownership): ต้องเปลี่ยนจากการขอฝากนักศึกษาฝึกงาน เป็นการ "เป็นเจ้าของหลักสูตรร่วมกัน" ระหว่างมหาวิทยาลัยและสถานประกอบการ ตั้งแต่การออกแบบจนถึงการจ้างงาน

 

  

เวทีเสวนา ช่วงที่ 2
“ทำไมบัณฑิต
CWIE จึงเป็นคานงัดสำคัญของการขับเคลื่อนอุดมศึกษาและการพัฒนาประเทศ”

ดำเนินการเสวนาโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อัจฉราพร โชติพฤกษ์

ผู้ช่วยอธิการบดีด้านวิชาการ มหาวิทยาลัยศรีปทุม

 

 ผู้ร่วมเสวนา 1. ดร.สุเมธ แย้มนุ่น                นายกสมาคมวิจัยสถาบันและพัฒนาอุดมศึกษา

                   2. ผศ.ดร.วิรัช เลิศไพฑูรย์พันธ์   กรรมการสมาคม CWIE โลก (WACE) รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีปทุม

                   3. คุณพิชเยนทร์ หงษ์ภักดี        ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สมาร์ท ไอดี กรุ๊ป จากัด

                   4. คุณอรนุช เลิศสุวรรณกิจ       ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท เทคซอส มีเดีย จากัด

                   5. รศ.ดร.เกรียงไกร บุญเลิศอุทัย รองอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

                   6. รศ.มาลิณี จุโฑปะมา            อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์

                   7. รศ.ดร.บวร ปภัสราทร          ผู้อานวยการสถาบันคลังสมองของชาติ

 

 ประเด็นที่ 1 การก้าวข้าม "มายาคติ" และการสร้าง "ปัญญาปฏิบัติ" (ดร.สุเมธ แย้มนุ่น)

  • มายาคติ 3 ประการ: ดร.สุเมธ ชี้ให้เห็นว่าคนส่วนใหญ่มักเข้าใจ CWIE ผิดว่าเป็นเพียงการ "ส่งเด็กไปโรงงาน" หรือ
    "ฝึกปฏิบัติวิชาชีพ" แต่ความจริงคือการบูรณาการทั้ง การทำงานจริง + มาตรฐานวิชาชีพ + การร่วมมือทุกขั้นตอน หากขาดส่วนใดส่วนหนึ่งจะไม่ใช่ CWIE ที่สมบูรณ์
  • ทฤษฎีการสะท้อนคิด (Self-Reflection): เน้นย้ำว่า "คนเราไม่ได้เรียนรู้จากการลงมือทำเพียงอย่างเดียว แต่เรียนรู้จากการสะท้อนคิดในสิ่งที่ทำ" (People learn from reflection on experience)
    • Primary Experience: ประสบการณ์ดิบจากการทำงาน
    • Secondary Experience: องค์ความรู้ที่เกิดหลังการ "หยุดคิด" วิเคราะห์ว่าสิ่งที่ทำไปนั้นเกิดผลอย่างไร ยืนยันหรือค้านทฤษฎีอย่างไร
  • การประเมินโดย "ผู้เล่นตัวจริง": อาจารย์ไม่สามารถประเมินสมรรถนะ (Competency) ได้เพียงลำพัง ต้องให้ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมนั้นเป็นคนประเมินเพื่อนำผลมาพัฒนาหลักสูตรอย่างต่อเนื่อง

 

ประเด็นที่ 2 วิกฤตทักษะพื้นฐานและกำแพง "Silo" (รศ.ดร.บวร ปภัสราทร)

  • วิกฤต Foundational Skills: ข้อมูลที่น่าตกใจ คือ คนไทย 6 ใน 10 คนอ่านหนังสือแล้วตีความไม่แตก และ 7 ใน 10 คนใช้ดิจิทัลแบบป้องกันตัวเองไม่ได้ สิ่งนี้ CWIE ต้องเข้ามาแก้ด้วยการฝึกทักษะการคิดและการแก้ปัญหาในโลกจริง
  • ค่านิยม "ฉลองปริญญา" แต่ไม่ "ฉลองความสามารถ": ปัญหา คือ แรงงาน 1 ใน 3 มีปริญญาแต่ทำงานในระดับที่ต่ำกว่าวุฒิ เพราะขาดสมรรถนะที่ใช้งานได้จริง
  • Supply Driven: มหาวิทยาลัยมักสอนตามความพอใจของอาจารย์ (Silo การศึกษา) ในขณะที่โลกทำงานก็มี Silo ของตัวเอง หน้าที่ของ อว. คือการเปิดปาก Silo ทั้งสองให้กว้างขึ้นเพื่อถ่ายโอน "ทรัพยากรมนุษย์สมรรถนะสูง" ระหว่างกัน

 

ประเด็นที่ 3 มุมมองจากสถานประกอบการ: "Street Smart" และ "Culture" (คุณพิชเยนทร์ และ คุณอรนุช)

  • ความต้องการ 3 ประการ (Target, Process, Culture): บัณฑิตจะเก่งแค่ไหนถ้าไม่รู้ว่าเป้าหมายองค์กรคืออะไร กระบวนการทำงานเป็นอย่างไร และเข้ากับวัฒนธรรมองค์กรไม่ได้ ก็ไม่มีทางประสบความสำเร็จ
  • อภินิหารการเงินที่มหาวิทยาลัยไม่ได้สอน: คุณพิชเยนทร์เน้นว่าเด็กต้องรู้เรื่อง "กระแสเงินสด" มากกว่า "กำไร" ต้อง
    เข้าใจความโหดร้ายของเครดิตเทอม การวางบิล และระบบภาษี (ภพ.
    30 ภงด. ต่างๆ) เพื่อไม่ให้เกิดภาวะ "ขายดีจนเจ๊ง"
  • Vibe Expertise vs. Framework Expertise: โลกต้องการคนที่มี Street Smart รู้จักจังหวะจะโคน (Vibe) ในการทำงานเป็นทีม มากกว่าคนที่ท่องจำ Framework มาจากตำรา
  • Co-Pilot Model: คุณอรนุชเปรียบเปรยว่าการทำหลักสูตรเหมือนขับเครื่องบิน ต้องมี Co-pilot (มหาวิทยาลัย และ เอกชน) เพื่อลดอัตราการ "ตกม้าตาย" ในช่วงทดลองงาน (Probation) ซึ่งเป็นต้นทุนแฝงที่แพงมากของบริษัท

 

ประเด็นที่ 4 การปรับจูนระดับสถาบันและ Mindset ของอาจารย์ (รศ.ดร.เกรียงไกร และ ผศ.ดร.วิรัช)

  • นโยบายต้องชัด (Top-down): นโยบายจากสภาและผู้บริหารต้องไม่ใช่แค่กระดาษ แต่ต้องลงลึกไปถึง KPI รายคณะและรายบุคคล
  • ความท้าทายที่ยากที่สุดคือ "Mindset ของอาจารย์": อาจารย์มักมีความหวังดีที่อยาก "ขัง" เด็กไว้กับตัวเพื่อสอนให้ดีที่สุด แต่บริบทโลกเปลี่ยนไปแล้ว ต้องทำให้อาจารย์เชื่อมั่นว่าการส่งเด็กออกไปคือทางรอด
  • Experiential Learning: มหาวิทยาลัยต้องปรับจาก Lecture-based มาเป็นประสบการณ์จริงตั้งแต่อยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย โดยดึงภาคอุตสาหกรรมเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่วันแรก


ประเด็นที่ 5 CWIE ในฐานะทางรอดของอุดมศึกษาภูมิภาค (รศ.มาลิณี จุโฑปะมา)

  • กลไกพัฒนาจังหวัด: มหาวิทยาลัยในภูมิภาค เช่น มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ต้องปรับทุกหลักสูตรเป็น CWIE เพื่อเป็นกลไกพัฒนาพื้นที่ บัณฑิตต้องไม่หลุดจากท้องถิ่นแต่ต้องมีสมรรถนะระดับสากล
  • อาจารย์ในบทบาท "ผู้ออกแบบประสบการณ์": อาจารย์ไม่ใช่ผู้บรรยาย แต่เป็นคนวางเส้นทางการเรียนรู้ให้นักศึกษาได้เจอกับโจทย์จริงของชุมชนและอุตสาหกรรมในพื้นที่

 

          การขับเคลื่อน CWIE หลังจากนี้ มหาวิทยาลัยควรให้ความสำคัญกับ "จิตวิญญาณของระบบ" ตามที่ รศ.ดร.บวร ฝากทิ้งท้ายไว้ว่า:

1.       Co-Create: ร่วมสร้างโจทย์จริง ไม่ใช่โจทย์สมมติ

2.       Co-Teaching: อาจารย์และผู้เชี่ยวชาญหน้างานต้องสอนร่วมกัน

3.       Co-Owner: มหาวิทยาลัยและเอกชนต้องเป็นเจ้าของความสำเร็จของเด็กร่วมกัน

 

          หากมหาวิทยาลัยทำได้เพียงในนาม (รูปแบบ) โดยปราศจากจิตวิญญาณของการร่วมมือที่แท้จริง CWIE ก็จะเป็นเพียงการ "ฝึกงาน" รูปแบบใหม่ที่ไม่ได้สร้างคันงัดการเปลี่ยนแปลงให้ประเทศอย่างที่ตั้งเป้าไว้

 

 

เวที Sharing Good Practice การจัดหลักสูตร CWIE

 

1. ผศ.ดร.ขจีพร วงศ์ปรีดี (มศว) คณบดีวิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (Creative Industry)

  • วิวัฒนาการหลักสูตร: เริ่มจากวิชาเลือก (Pilot) ในปี 2013 จนขยับมาเป็นหลักสูตรบังคับ CWIE 100% ในปี 2019 ครอบคลุมทั้งสายวิทยาศาสตร์ (อัญมณี) และสายศิลปะ (Design/Content)
  • ผลลัพธ์เชิงนวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญา: * การทำวิจัยร่วมกับบริษัทอัญมณีเพื่อออกแบบสินค้าให้ตรงใจกลุ่มลูกค้าจีน
    • การคิดค้นสูตร "Pink Platinum" ร่วมกับบริษัทญี่ปุ่นจนสามารถจดอนุสิทธิบัตรได้สำเร็จ
    • การขยายผลสู่ระดับปริญญาโทผ่านโครงการ Hi-Fi (เรียนในสถานประกอบการ 2 ปี) โดยมี Consortium ร่วมกับ 5 มหาวิทยาลัยใหญ่
  • การบริหารจัดการแบบ Agile: มีการปรับปรุงคู่มือ CWIE ทุก 2 ปี (ปัจจุบันเวอร์ชัน 4) เพื่อให้ทันต่อสถานการณ์ และเปิดทางเลือกให้เด็กทำ Startup แทนการฝึกงานในบริษัทได้ โดยใช้การ Pitching เป็นตัววัดผล
  • เครือข่ายนานาชาติ: โครงการ Thai-French Jewelry Heritage ส่งนิสิตไปฝึกงานที่ฝรั่งเศส เพื่อยกระดับสมรรถนะสู่ระดับสากล

2. ผศ.ดร.พิเชษฐ ศรีบุญยงค์ (ม.ศิลปากร) คณะสัตวศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตร

  • ปรัชญา "Custom Made": ออกแบบหลักสูตรตามความต้องการเฉพาะของยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรม (CPF, Betagro, Thai Food, รพ.สัตว์ทองหล่อ) เพื่อลบปัญหา "เรียนจบแล้วต้องมาสอนงานใหม่"
  • ระบบเตรียมความพร้อม 4 ปี:
    • ปี 1-2: ทำ Job Shadowing (ไปดูงานจริง 5-7 วัน ปีละ 2 ครั้ง) เพื่อให้เด็กคัดกรองตัวเองว่า "ชอบหรือเกราะ" ในสายงานนั้นจริงหรือไม่ก่อนจะสายเกินไป
    • ปี 4: ฝึกยาวต่อเนื่อง 7 เดือน เพื่อรวมช่วงทดลองงาน (Probation) เข้าไว้ในหลักสูตร
  • ความยืดหยุ่นของแผนการเรียน: แบ่งเป็น 3 Track:

1.       WIL (7 เดือน): เน้นความเชี่ยวชาญเชิงลึก ห้ามเปลี่ยนบริษัท

2.       Work-Based: สำหรับเด็กที่ยังหาตัวเองไม่เจอ สามารถเปลี่ยนที่ฝึกได้

3.       Academic: สำหรับผู้จะไปเรียนต่อ

  • สัดส่วนการประเมิน: ให้สถานประกอบการประเมินถึง 60% เพื่อเน้นสมรรถนะหน้างานจริง 

3. ดร.เทพลักษณ์ โกมลวณิช (มรภ.สวนสุนันทา) วิทยาลัยการจัดการอุตสาหกรรมบริการ (สาขาธุรกิจการบิน)

  • กลยุทธ์ "Embedding" (ฝังตัว): นำรายวิชาที่เหลือในชั้นปีสุดท้ายไปสอนและฝึกในพื้นที่จริง (สนามบินดอนเมืองและสุวรรณภูมิ) ร่วมกับ Thai Lion Air และ BFS
  • การสร้างประสบการณ์ข้ามสเกล: ให้นักศึกษาเห็นความต่างของระบบงานระหว่างสนามบินขนาดกลางและขนาดใหญ่ เพื่อสร้างความยืดหยุ่นในการทำงาน
  • นวัตกรรมแก้ Pain Point: นักศึกษาสร้างนวัตกรรมง่ายๆ แต่ได้ผลสูง เช่น ป้ายสื่อสารภาษาจีนและระบบแจ้งเตือนผ่านแท็บเล็ตเพื่อลดปัญหาผู้โดยสารตกเครื่อง ซึ่งบริษัทนำไปใช้จริง
  • ความสำเร็จเชิงประจักษ์: หลักสูตรปี 2569 ปรับเป็น CWIE 100% (OBE) ปฏิบัติงานต่อเนื่อง 10 เดือน มีอัตราการจ้างงาน (Job Offer) สูงถึง 95% ตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ 

4. ผศ.ดร.ศุภฤกษ์ ชามงคลประดิษฐ์ (มทร.อีสาน ขอนแก่น) คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์

  • ความเข้มข้นระดับ 97%: จาก 37 หลักสูตร มีถึง 36 หลักสูตรที่เป็น CWIE โดยเน้นความร่วมมือกับ 6 บริษัทหลัก (ดัชมิลล์, มิตรผล ฯลฯ)
  • โมเดลโรงงานเป็นห้องเรียน (Dutch Mill Model): * นักศึกษาอยู่โรงงานรวม 1 ปีเต็ม (รวม Summer) จบแล้วบรรจุทันที
    • บริษัทสนับสนุนค่าใช้จ่ายทั้งหมด (ทุนการศึกษา, หอพัก, เบี้ยเลี้ยง) ประมาณ 300,000 บาท/คน
  • อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรร่วม: มีอาจารย์จากมหาวิทยาลัย 4 ท่าน ทำงานคู่กับผู้เชี่ยวชาญจากบริษัท 2 ท่าน เพื่อดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด
  • ROI ต่ออุตสาหกรรม: โครงงานนักศึกษาสามารถเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องบรรจุนมได้ 200% (จากเดิม 4 กล่องเป็น 1 โหลต่อครั้ง) และลดต้นทุนให้โรงงานอ้อยและน้ำตาลได้กว่า 870,000 บาท/ปี 

5. อาจารย์อัสรียาภร สง่าอารีย์กุล (ม.กรุงเทพ) ภาควิชาการจัดการโลจิสติกส์ คณะบริหารธุรกิจ

  • สัดส่วน 40:60: เน้นทฤษฎี 40% และปฏิบัติ 60% ตั้งแต่ปี 1-3 ผ่านโจทย์ปัญหาจริงจากภาคธุรกิจ (PBL)
  • Matching ก่อนฝึกจริง: จัดวัน Pitching Day เพื่อให้นักศึกษานำเสนอผลงานและสัมภาษณ์งาน (Job Interview Matching) เพื่อจองตัวเข้าฝึก CWIE ในปี 4
  • Digital Transformation ในคลังสินค้า: กรณีศึกษาที่โดดเด่นคือนักศึกษาใช้ Microsoft Power App แก้ปัญหาการบันทึกข้อมูล Manual ช่วงระบบ SAP ปิด
    • ผลลัพธ์: ลดเวลาทำงานจาก 32 ชั่วโมง เหลือเพียง 1.5 ชั่วโมง (ลดลง 96%) ปัจจุบันบริษัทยังใช้งานอยู่
  • ความยั่งยืน: จัดกิจกรรม Sharing Day ให้รุ่นพี่ที่จบ CWIE มาถ่ายทอดประสบการณ์และวัฒนธรรมองค์กรให้รุ่นน้อง เพื่อลดช่องว่างในการปรับตัว 

     จากทั้ง 5 ท่าน จะเห็นว่ากุญแจสำคัญที่ทำให้ CWIE สำเร็จคือ:

1.       Early Exposure: การให้เด็กเจอโลกจริงตั้งแต่น้องๆ (ปี 1-2) ไม่ใช่รอปีสุดท้าย

2.       Joint Ownership: อาจารย์และผู้เชี่ยวชาญจากบริษัทต้องเป็น "ครูร่วม" ในหลักสูตรเดียวกัน

3.       Real Value Creation: โครงงานของเด็กต้องแก้ปัญหา (Pain Point) และลดต้นทุนให้บริษัทได้จริง เพื่อสร้างอำนาจต่อรองในการขอรับการสนับสนุนงบประมาณ

4.       Agility: มหาวิทยาลัยต้องปรับระเบียบให้เอื้อต่อการเรียนในสถานประกอบการเป็นระยะเวลานาน (7-10 เดือน)

ความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น