ได้มีโอกาสเข้าเรียนรู้ด้วยตัวเองผ่านระบบ Thai-Mooc ค้นหาเจอรายวิชาที่น่าสนใจ คือ รายวิชาการแปรรูปผลิตภัณฑ์โกโก้และช็อกโกแลตสู่ความยั่งยืนของท้องถิ่น เพื่อให้เกิดความรู้พื้นฐานด้านโกโก้ และการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ เพื่อไว้ใช้ประโยชน์ในการจัดการเรียนการสอน หรือการบริการวิชาการ โดยความรู้ที่ได้รับในครั้งนี้สามารถสรุปประเด็นสำคัญเพื่อให้อ่านเข้าใจง่าย ได้ดังนี้
โกโก้มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Theobroma cacao เป็นพืชในตระกูล Sterculiaceae ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกาใต้บริเวณลุ่มน้ำอเมซอน บริเวณเส้นศูนย์สูตร โดยต้นโกโก้จะเจริญเติบโตได้ดีที่สุดในบริเวณแถบเส้นศูนย์สูตรไม่เกิน 20 องศาเหนือและใต้ ปัจจุบันประเทศผู้ผลิตเมล็ดโกโก้รายใหญ่ที่สุด 3 อันดับแรกของโลก คือ ประเทศโกตดิวัวร์ (ไอวอรีโคสต์) ประเทศกานา ซึ่งเป็นประเทศในแอฟริกาตะวันตก และประเทศอินโดนีเซีย
ผลโกโก้

ในประเทศไทยมีการปลูกโกโก้กระจายไปในหลายภูมิภาคโดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคเหนือ
เช่น เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง แม่ฮ่องสอน และน่าน ภาคใต้ เช่น นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี
และสงขลา และภาคตะวันออก เช่น จันทบุรี และตราด เป็นต้น ลักษณะภูมิประเทศ สภาพดิน และอากาศที่แตกต่างของแต่ละพื้นที่
ทำให้ช็อกโกแลตมีเอกลักษณ์ของกลิ่นรสเฉพาะตัวที่แตกต่างกันไป เช่น โกโก้ที่ปลูกในจันทบุรีอาจมีกลิ่นรสคล้ายผลไม้เมืองร้อน
เช่น มะม่วง ลูกหม่อน และลูกหว้า ในขณะที่โกโก้ที่เติบโตในจังหวัดทางภาคใต้มีความซับซ้อนของกลิ่น
ปนกลิ่นทะเล
การแปรรูปโกโก้จะเริ่มจากกระบวนการหมัก เพื่อทำให้เกิดรสชาติ ลดความฝาด และสร้างสารตั้งต้นในการเกิดกลิ่นรสเฉพาะตัวของช็อกโกแลต โดยกลไกหลังจากเก็บเกี่ยวผลสุก และกะเทาะเปลือกจะนำเมล็ดพร้อมเยื่อหุ้มสีขาวไปหมัก โดยการหมักจะมีช่วงไม่ใช้ออกซิเจน ทำให้น้ำตาลในเยื่อหุ้มเมล็ดเปลี่ยนเป็นเอทานอล และช่วงใช้ออกซิเจนที่จะเปลี่ยนเป็นกรดอะซิติก และทำให้เกิดปฏิกิริยาการเกิดสีน้ำตาลภายในเนื้อเมล็ด จากนั้นจะนำไปทำแห้ง เพื่อป้องกันการเกิดเชื้อราและช่วยลดความขม โดยทั่วไปจะใช้เวลาทำแห้งประมาณ 5–7 วัน เพื่อให้กรดระเหยออกไปและพัฒนากลิ่นรสให้สมบูรณ์ จากนั้นจึงนำไปคั่วที่อุณหภูมิประมาณ 120-150 องศาเซลเซียส และนำมากะเทาะ จะได้เป็นโกโก้นิบส์สำหรับนำไปผลิตเป็นช็อคโกแลต

การผลิตช็อคโกแลตจะนำโกโก้นิบส์มาบดละเอียด ความร้อนระหว่างบกจะทำให้โกโก้มีลักษณะเป็นเหลวหนืด จากนั้นจึงนำโกโก้มาตุ๋นและใส่เนยโกโก้ และส่วนผสมต่างๆ เข่น น้ำตาล เกลือ จากนั้นใส่พิมพ์รูปร่างตามต้องการ โดยในให้ความร้อน หรือการตุ๋นโกโก้เป็นขั้นตอนที่มีความสำคัญมาก เนื่องจากเป็นขั้นตอนที่ทำให้ผลึกไขมันเกิดการจัดเรียงโมเลกุลใหม่ โดยใช้การหลอมละลาย และปรับอุณหภูมิอย่างเหมาะสม เพื่อทำให้ช็อกโกแลตมีความมันวาว มีเนื้อสัมผัสที่หลอมเหลวในปากอย่างเหมาะสม และลดการเกิดฝ้าขาว (Fat bloom)
วิธีทำช็อคโกแลต
1. ชั่งน้ำหนักโกโก้แมส แล้วนำไปตุ๋นละลายโดยผ่านการให้ความร้อนแบบหม้อ
2 ชั้น ไม่ให้ก้นภาชนะชั้นในแตะภาชนะชั้นนอก คนด้วยไม้พายตลอดเวลาจนได้อุณหภูมิ 45
°C
2. ยกลงจากเตานำภาชนะไปจุ่มน้ำเย็น หรือใช้ผ้าชุบน้ำหุ้ม
และคนเรื่อย ๆ จนอุณหภูมิลดลงเหลือ 28 °C
3. นำกลับไปให้ความร้อนอีกครั้ง ด้วยการตุ๋น
และคนอย่างสม่ำเสมอจนมีอุณหภูมิ 30 °C
(เมื่อเสร็จเเล้วอาจมีทำการทดสอบผลึกโดยการจุ่มกระดาษแผ่นเล็กลงไปเพื่อทดสอบ
ทิ้งไว้ 3 นาที ช็อกโกแลตต้องแข็งตัวและเป็นมันวาว หากขุ่นหรือไม่เงา
ให้กลับไปเริ่มทำใหม่ตั้งแต่ขั้นตอนที่ 1)
4. เตรียมพิมพ์
เช็ดแม่พิมพ์ด้วยผ้าขาวบางให้สะอาด จากนั้นใช้อุ่นแม่พิมพ์ให้ได้อุณหภูมิ 30 °C
5. เทหรือบีบช็อกโกแลตลงพิมพ์
โดยชั่งน้ำหนักให้เท่ากันทุกแท่ง
6. กระแทกแม่พิมพ์กับโต๊ะเพื่อไล่อากาศ
และตรวจเช็กให้แน่ใจว่าผิวหน้าเรียบเนียน ไม่มีฟองอากาศแทรก
7. นำไปแช่เย็น 20–30 นาที ห้ามแช่นานเกินเพราะจะเกิดหยดน้ำควบแน่นบนผิว
8. คว่ำแม่พิมพ์ลงบนผ้าสะอาด ช็อกโกแลตจะหลุดออกมาอย่างง่ายดาย ได้ช็อกโกแลตแท่งพร้อมนำไปห่อด้วยกระดาษฟลอยด์
ความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น